สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เดินหน้าปลดชนวนใหญ่ของวงการลูกหนังไทย หลัง “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมฯ แถลงภายหลังการประชุมสภากรรมการ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ว่า สมาคมฯ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกับ บมจ. สยามสปอร์ต ซินดิเคท และ บจก. ซีนิเพล็กซ์ หรือกลุ่มทรูฯ ในแนวทางชำระหนี้มูลค่ารวม 360 ล้านบาทได้เป็นที่เรียบร้อย

ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขบนกระดาษ แต่เป็นการคลายปมคดีใหญ่ที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษ และมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของสมาคมฯ รวมถึงทิศทางการบริหารฟุตบอลไทยทั้งระบบ หลังจากก่อนหน้านี้ความเสี่ยงเรื่องการถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ยังเป็นเงาดำที่กดทับการทำงานขององค์กรลูกหนังไทยมาอย่างหนัก

เคลียร์หนี้ก้อนแรกแล้ว 120 ล้าน เหลือ 240 ล้านเข้าสู่ข้อตกลงใหม่

ก่อนถึงดีลล่าสุด สมาคมฯ ได้ทยอยชำระหนี้ให้กับ สยามสปอร์ต ไปแล้วจำนวน 120 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 240 ล้านบาท เป็นภาระผูกพันระหว่าง สยามสปอร์ต กับ บจก. ซีนิเพล็กซ์ ซึ่งล่าสุดสมาคมฯ ได้รับโอนภาระดังกล่าวมาเป็นผู้ดำเนินการชำระแทน ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมของทั้งสามฝ่าย

ภาพรวมของดีลนี้จึงเป็นการจัดโครงสร้างหนี้ใหม่ให้เดินต่อได้จริง แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาค้างคาและลุกลามกระทบงานบริหารฟุตบอลไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่สมาคมฯ ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากกับทีมชาติ ลีกอาชีพ และการพัฒนาระบบแข่งขันทุกระดับ

ต้นตอปัญหาย้อนกลับไปปี 2016 คดีลากยาวถึงศาลฎีกา

ปมหนี้สินดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2016 ภายใต้การบริหารงานของสมาคมฯ ชุดเก่า จากกรณียกเลิกสิทธิ์ในการบริหารสปอนเซอร์และถ่ายทอดสดของสยามสปอร์ต ก่อนนำไปสู่การฟ้องร้องกันหลายระลอก และต่อสู้คดีถึงสามศาลเป็นเวลานานถึง 10 ปี

ท้ายที่สุด ศาลฎีกาตัดสินให้สมาคมฯ แพ้คดี และต้องชำระหนี้จำนวน 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยให้กับสยามสปอร์ต ก่อนที่ “มาดามแป้ง” และสภากรรมการชุดปัจจุบัน ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2024 จะเดินหน้าแก้ปัญหาด้วยการเจรจาและทยอยชำระหนี้มาอย่างต่อเนื่อง

แผนชำระ 240 ล้าน แบ่งเงินสดและสิทธิ์ถ่ายทอดสดทีมชาติไทย

ภายใต้ข้อตกลงสามฝ่าย สมาคมฯ จะเป็นผู้ชำระหนี้แทน บมจ. สยามสปอร์ต ให้แก่ บจก. ซีนิเพล็กซ์ เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 240 ล้านบาท โดยแนวทางชำระแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การชำระเป็นเงินสดตามงวดที่ตกลงกัน และการมอบสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย

สิทธิ์ดังกล่าวครอบคลุม Broadcasting Right หรือสิทธิ์ถ่ายทอดสด แบบ Exclusive หรือสิทธิ์เฉพาะ รวมถึง Rerun หรือการออกอากาศซ้ำ ผ่าน OTT, IPTV และ Pay TV บนทุกแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยบริษัทในกลุ่มทรูหรือบริษัทในเครือ รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 เพื่อทดแทนเงินจำนวนหนี้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะทยอยชำระเป็นเงินสดรายเดือน

ลดความเสี่ยงอายัดทรัพย์ เปิดทางสมาคมฯ ทำงานเต็มตัว

นางนวลพรรณ ล่ำซำ เชื่อมั่นว่าข้อตกลงครั้งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงให้สมาคมฯ เพราะช่วยกำจัดความสุ่มเสี่ยงจากการถูกยึดและอายัดทรัพย์ของเจ้าหนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานขององค์กร

เมื่อลดแรงกดดันด้านหนี้สินลงได้ สมาคมฯ จะมีพื้นที่มากขึ้นในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฟุตบอลทีมชาติไทยทุกระดับ ทั้งชุดใหญ่ เยาวชน และระบบลีกอาชีพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่แฟนบอลไทยต้องการเห็นอย่างเป็นรูปธรรม

อีกมุมสำคัญ ลิขสิทธิ์ไทยลีก 2 พันล้านช่วยเติมเสถียรภาพ

แม้ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง “มาดามแป้ง” ต้องเจอกับสภาพคล่องทางการเงินที่หนักหน่วง แต่สมาคมฯ ยังเดินหน้าบริหารภายใต้ข้อจำกัดรอบด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องนอกสนามอย่างลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก ซึ่งสามารถขายสิทธิ์ให้ AIS-GULF-JAS ได้ด้วยมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านบาท ภายในระยะสัญญา 4 ปี ฤดูกาล 2025/26-2028/29 เฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขต่อสัญญาอีก 2 ฤดูกาล

ดีลลิขสิทธิ์ดังกล่าวเป็นอีกฐานรายได้สำคัญที่ช่วยให้ฟุตบอลไทยมีโครงสร้างการเงินชัดเจนขึ้น หลังจากหลายปีที่ผ่านมาเรื่องรายได้จากการถ่ายทอดสดคือหนึ่งในหัวใจใหญ่ที่ส่งผลต่อสโมสร ลีก และความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุน

เพิ่มเงินหนุนครบ 3 ลีก และถ่ายทอดสดครบทุกระดับ

นอกจากการจัดการหนี้ สมาคมฯ ยังเดินหน้าปรับเงินสนับสนุนสโมสรครบทั้ง 3 ลีก โดยไทยลีก 1 เพิ่มจากเดิม 10 ล้านบาท เป็น 15 ล้านบาท, ไทยลีก 2 เพิ่มจากเดิม 3 ล้านบาท เป็น 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 เพิ่มจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 1.25 ล้านบาท โดยแบ่งจ่าย 4 งวดตรงเวลา

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกอาชีพทั้งชายและหญิงครบทุกระดับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงการหาผู้สนับสนุนเข้ามาครบทั้ง 3 ลีกอาชีพ ตั้งแต่ไทยลีก 1-3 ซึ่งสะท้อนว่าการบริหารฟุตบอลไทยกำลังพยายามจัดระบบใหม่ให้เดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทีมชาติไทยได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดหลายแพลตฟอร์ม

ในส่วนของฟุตบอลทีมชาติไทย สมาคมฯ ยังขายลิขสิทธิ์ให้ ไทยรัฐ ทีวี แบบ Exclusive ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งทีวี ออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย พร้อมกับสิทธิ์ของ บจก. ซีนิเพล็กซ์ แบบ Exclusive ผ่าน OTT, IPTV และ Pay TV บนทุกแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยบริษัทในกลุ่มทรูหรือบริษัทในเครือ

นี่คือการวางระบบสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่เชื่อมทั้งแพลตฟอร์มฟรีทีวี ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และเพย์ทีวีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟุตบอลทีมชาติไทยมีช่องทางเข้าถึงแฟนบอลกว้างขึ้น และเปิดมูลค่าทางการตลาดให้มากกว่าการถ่ายทอดสดแบบเดิม

มุมมอง GOALSIAM ดีลนี้คือการปลดล็อกหลังบ้านบอลไทย

สำหรับ GOALSIAM ดีลหนี้ 360 ล้านบาทครั้งนี้ถือเป็นการ “ปลดล็อกหลังบ้าน” ที่สำคัญมาก เพราะฟุตบอลไม่ได้เดินหน้าด้วยผลงานในสนามอย่างเดียว แต่ต้องมีฐานการเงิน กฎหมาย และลิขสิทธิ์ที่แข็งแรงพอรองรับการเติบโต

หากสมาคมฯ สามารถรักษาวินัยการจ่ายเงิน สนับสนุนสโมสรตรงเวลา และต่อยอดรายได้จากลิขสิทธิ์ได้ต่อเนื่อง ฟุตบอลไทยจะมีโอกาสฟื้นความมั่นคงได้มากขึ้น แต่บทพิสูจน์จริงยังอยู่ที่ผลลัพธ์ระยะยาว ทั้งคุณภาพลีกอาชีพ ผลงานทีมชาติ และความเชื่อมั่นของแฟนบอล

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : ดีลหนี้สมาคมฟุตบอลไทย

  • คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการยกเลิกสิทธิ์บริหารสปอนเซอร์และถ่ายทอดสดในปี 2016 ก่อนลากยาวจนถึงคำตัดสินศาลฎีกา
  • Broadcasting Right คือสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขัน ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าให้สมาคม สโมสร และผู้ถือลิขสิทธิ์
  • OTT, IPTV และ Pay TV คือช่องทางรับชมยุคใหม่ที่ช่วยให้คอนเทนต์ฟุตบอลเข้าถึงผู้ชมได้มากกว่าการออกอากาศผ่านทีวีแบบดั้งเดิม

ขอบคุณรูปภาพจาก FA Thailand

ติดตาม ฟุตบอลไทย GOALSIAM อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของฟุตบอลไทย ทั้งเบื้องหน้าในสนามและเกมบริหารหลังฉากที่กำหนดอนาคตลูกหนังไทยโดยตรง

Categorized in:

ฟุตบอลไทย,