โรแบร์โต้ มันชินี่ หวนกลับมารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติอิตาลีเป็นครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ หลังสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีตัดสินใจใช้บริการแม่ทัพผู้เคยพา “อัซซูรี่” ผงาดคว้าแชมป์ยุโรป เพื่อเริ่มต้นภารกิจกอบกู้ทีมชาติที่กำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่

อิตาลีเลือกมันชินี่ หลังแผนตั้งปิร์โล่พังไม่เป็นท่า

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังดีลของ อันเดรีย ปิร์โล่ ต้องยุติลงกะทันหัน แม้อดีตกองกลางแชมป์โลกจะเคยถูกวางเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการสร้างทีมระยะยาว แต่กระแสเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทรับพนันจากรัสเซียสร้างแรงกดดันอย่างหนัก จนสหพันธ์ต้องถอนตัวจากการเจรจา

ผลกระทบจากกรณีดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงการพลาดตำแหน่งของปิร์โล่ เพราะ เปาโล มัลดินี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค และ เลโอนาร์โด้ ที่ปรึกษาของเขา ตัดสินใจลาออก หลังตัวเลือกที่ทั้งคู่สนับสนุนถูกปฏิเสธ ทำให้โครงสร้างบริหารฟุตบอลทีมชาติอิตาลีต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว

เป๊ปปฏิเสธ ก่อนอิตาลีหันกลับหาคนคุ้นเคย

ก่อนตัดสินใจแต่งตั้งมันชินี่ สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีเคยพยายามทาบทาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม แต่ยอดกุนซือชาวสเปนปฏิเสธข้อเสนอ ส่งผลให้ฝ่ายบริหารต้องเร่งมองหาทางเลือกที่มีทั้งประสบการณ์ ความเข้าใจฟุตบอลอิตาลี และพร้อมรับแรงกดดันได้ทันที

ชื่อของมันชินี่จึงกลับมาอยู่บนโต๊ะเจรจาอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง โดย โจวานนี่ มาลาโก้ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ยืนยันว่ากุนซือวัย 61 ปีคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภารกิจฟื้นฟูทีมในเวลานี้

ผลงานชุดแรกยังคงเป็นมาตรฐานที่อิตาลีต้องการ

มันชินี่เคยคุม ทีมชาติอิตาลี ระหว่างปี 2018-2023 และเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับทีมจากความผิดหวังที่พลาดฟุตบอลโลก 2018 ก่อนสร้างทีมชุดใหม่จนสามารถคว้าแชมป์ยูโร 2020 ซึ่งแข่งขันในปี 2021 ได้อย่างยิ่งใหญ่

หนึ่งในผลงานโดดเด่นที่สุดคือการนำอิตาลีไม่แพ้ติดต่อกันถึง 37 นัด กลายเป็นสถิติโลกในเวลานั้น ทีมชุดดังกล่าวมีจุดแข็งทั้งการครองบอล การเพรสซิ่ง และความสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับ จนกลับมาเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรป

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายของการทำงานครั้งแรกไม่ได้จบอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่ออิตาลีพลาดตั๋วฟุตบอลโลก 2022 ก่อนที่มันชินี่จะอำลาตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2023 การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการรื้อฟื้นความสำเร็จเก่า แต่เป็นโอกาสพิสูจน์ว่าเขายังสามารถสร้างอัซซูรี่ให้กลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

ภารกิจหนัก กู้ศรัทธาหลังพลาดฟุตบอลโลกสามสมัยติด

โจทย์ใหญ่ของมันชินี่คือการฟื้นทีมที่พลาดเข้าสู่ ฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ติดต่อกันสามสมัย หลังความพ่ายแพ้ต่อบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาส่งผลให้ เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 2026

วิกฤติครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าจะมองเป็นเพียงผลงานระยะสั้น เพราะอิตาลีคือชาติที่เคยคว้าแชมป์โลกถึงสี่สมัย การหลุดจากเวทีฟุตบอลโลกสามครั้งติดต่อกันจึงสะท้อนปัญหาทั้งด้านการพัฒนานักเตะ การวางโครงสร้างทีม และความต่อเนื่องในระดับทีมชาติ

มันชินี่จะต้องเร่งสร้างแกนหลักชุดใหม่ พร้อมผสมผสานผู้เล่นประสบการณ์สูงเข้ากับดาวรุ่งที่กำลังเติบโต โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้อิตาลีกลับมามีรูปแบบการเล่นชัดเจน กล้าเดินเกม และไม่เสียความแข็งแกร่งทางแท็กติกที่เคยเป็นเอกลักษณ์

รานิเอรี่รับบทผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคคนใหม่

นอกจากการกลับมาของมันชินี่ สหพันธ์ฟุตบอลอิตาลียังแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและประธานโครงการ Club Italia แทนมัลดินี่ โดยอดีตกุนซือเลสเตอร์ ซิตี้ จะดูแลภาพรวมด้านเทคนิคและการพัฒนาฟุตบอลระดับสูงของทีมชาติทุกชุด

การจับคู่ระหว่างมันชินี่กับรานิเอรี่ถือเป็นการวางโครงสร้างที่น่าจับตา คนหนึ่งรับผิดชอบผลงานในสนาม ขณะที่อีกคนดูแลทิศทางการพัฒนาระยะยาว หากทั้งสองฝ่ายทำงานสอดประสานกันได้ อิตาลีอาจมีรากฐานที่มั่นคงกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

การกลับมาที่ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด

มันชินี่รู้จักแรงกดดันของฟุตบอลอิตาลีเป็นอย่างดี และรู้ว่าความสำเร็จในอดีตไม่สามารถรับประกันอนาคตได้ การคุมทีมครั้งที่สองจึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะเขาต้องรับช่วงต่อทีมที่ความมั่นใจตกต่ำ พร้อมแบกรับความคาดหวังของแฟนบอลทั้งประเทศ

แต่ในช่วงเวลาที่อัซซูรี่ต้องการผู้นำซึ่งเข้าใจระบบ รู้จักนักเตะ และเคยพิสูจน์ฝีมือบนเวทีใหญ่ มันชินี่คือทางเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด ภารกิจต่อจากนี้มีเพียงเป้าหมายเดียว คือพาอิตาลีกลับมาอยู่ในจุดที่มหาอำนาจลูกหนังสี่สมัยควรยืนอีกครั้ง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ โรแบร์โต้ มันชินี่ และทีมชาติอิตาลี

  • มันชินี่พาอิตาลีคว้าแชมป์ยูโร 2020 ด้วยการชนะอังกฤษในการดวลจุดโทษที่สนามเวมบลีย์
  • อิตาลีภายใต้การคุมทีมครั้งแรกของเขาเคยสร้างสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 37 นัด
  • ก่อนรับงานทีมชาติ มันชินี่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2011-12

ติดตามความเคลื่อนไหวทีมชาติอิตาลี ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ และบทวิเคราะห์เข้มข้นทุกประเด็นได้ที่ ฟุตบอลโลก 2026 GOALSIAM