ชัยชนะ 2-0 ของ ลิเวอร์พูล เหนือ อิปสวิช ทาวน์ ที่พอร์ตแมน โร้ด ช่วยให้ทัพหงส์แดงปลดล็อกสามแต้มแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 ได้สำเร็จ แต่หลังเสียงนกหวีดยังมีอีกประเด็นร้อนที่ไม่ยอมจบ นั่นคือมาตรฐานการตัดสินของผู้ตัดสินและ VAR จากจังหวะที่ โกดี้ คักโป ถูกเสียบในเขตโทษแต่ไม่ได้อะไรกลับมา
เกมนี้ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ทำสองประตูตั้งแต่ช่วง 9 นาทีแรก โดยทั้งสองลูกมาจากการสร้างโอกาสของ คักโป ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะหลังออกสตาร์ตฤดูกาลด้วยผลเสมอ 2-2 ติดต่อกันสองนัด
จังหวะคักโป จุดชนวนคำถามถึงมาตรฐานผู้ตัดสิน
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ โกดี้ คักโป พาบอลทะลุเข้าเขตโทษ ก่อนแตะบอลผ่านแนวรับไปได้แล้ว แต่ถูก อับดุล ฟาตาวู พุ่งเสียบจากด้านหลังจนล้มลง โดยผู้เล่นอิปสวิชไม่ได้เล่นบอลในจังหวะปะทะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดาร์เรน อิงแลนด์ ผู้ตัดสินในสนามไม่เป่าให้จุดโทษ ขณะที่ VAR พรีเมียร์ลีก ก็ไม่ได้เข้ามาแนะนำให้เปลี่ยนคำตัดสิน ส่งผลให้จังหวะนี้กลายเป็นประเด็นเดือดทันทีหลังเกม โดย คีธ แฮ็คเก็ตต์ อดีตหัวหน้า PGMOL และอดีตผู้ตัดสินฟีฟ่า มองตรงกันว่าควรเป็นจุดโทษและ VAR สมควรเข้ามาแทรกแซง
ย้อนหนึ่งสัปดาห์ อลีสซงเจอเหตุการณ์คล้ายกันแต่เสียจุดโทษ
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลตั้งคำถามหนักกว่าเดิม คือเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนในเกมเสมอ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 2-2 เหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกลับถูกตัดสินอีกแบบ
จังหวะนั้น อลีสซง เบ็คเกอร์ ออกมาปะทะ เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ภายในเขตโทษ หลังแนวรับฟอเรสต์เล่นบอลผ่านไปแล้ว ผู้ตัดสิน แซม บาร์ร็อตต์ ชี้เป็นจุดโทษ ก่อนที่ VAR จะตรวจสอบและยืนยันคำตัดสิน ส่งผลให้ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ สังหารเข้าไปพาฟอเรสต์ขึ้นนำ 2-1 ก่อนเกมจบด้วยผลเสมอ
รายละเอียดจาก Premier League Match Centre ระบุว่า ผู้ตัดสินมองว่าอลีสซงออกจากประตูโดยไม่ได้เล่นบอลและปะทะผู้เล่นฝ่ายรุก ขณะที่ VAR ตรวจพบการสัมผัสอย่างชัดเจนระหว่างมือขวาของนายทวารลิเวอร์พูลกับเท้าซ้ายของวิลเลี่ยมส์ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับคำตัดสินในสนาม

ปัญหาไม่ใช่ทุกการปะทะต้องเป็นจุดโทษ
หัวใจของข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ว่า การสัมผัสตัวกันทุกครั้งในเขตโทษจำเป็นต้องกลายเป็นจุดโทษ เพราะฟุตบอลยังต้องพิจารณาทั้งน้ำหนักการปะทะ ทิศทางการเข้าบอล และบริบทของแต่ละเหตุการณ์
แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือ มาตรฐานการตัดสิน เพราะสองเหตุการณ์มีองค์ประกอบสำคัญคล้ายกัน คือฝ่ายรุกเล่นบอลออกจากตัวไปแล้ว ก่อนถูกคู่แข่งเข้าปะทะภายในกรอบเขตโทษ ทว่าผลลัพธ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในกรณีของอลีสซง ผู้ตัดสินให้จุดโทษและ VAR สนับสนุนคำตัดสิน ขณะที่กรณีของคักโป ผู้ตัดสินปล่อยเกมและ VAR ก็ไม่แทรกแซง นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำถามเรื่องความสม่ำเสมอของการใช้ VAR กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
คีธ แฮ็คเก็ตต์ ชี้ชัด VAR ควรเข้ามาแก้คำตัดสิน
คีธ แฮ็คเก็ตต์ อดีตหัวหน้าองค์กรผู้ตัดสินอาชีพอังกฤษ หรือ PGMOL วิจารณ์การทำหน้าที่ในจังหวะของคักโปอย่างตรงไปตรงมา โดยมองว่าการเสียบของฟาตาวูเกิดขึ้นช้าและสมควรถูกลงโทษด้วยจุดโทษ
“นี่เป็นจังหวะที่สมควรเป็นจุดโทษอย่างชัดเจน ผู้เล่นของอิปสวิชเข้าปะทะช้าจนผมไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ตัดสินจะไม่ชี้ไปที่จุดโทษ”
แฮ็คเก็ตต์ยังยอมรับถึงแนวทางที่ต้องการลดจำนวนครั้งในการแทรกแซงจาก VAR แต่ในมุมของเขา เหตุการณ์นี้รุนแรงพอที่จะเข้าเกณฑ์ความผิดพลาดแบบชัดเจน และควรมีการแก้ไขคำตัดสินจากห้องวิดีโอ
“ผมเข้าใจว่าองค์กรผู้ตัดสินต้องการให้ VAR เข้ามาแทรกแซงน้อยลง อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ตัดสินไม่ให้จุดโทษในจังหวะนี้เข้าข่ายเป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนและเห็นได้ชัด VAR จึงควรเข้ามาแทรกแซง”
สามแต้มได้มา แต่คำถามถึง PGMOL ยังไม่จบ
สำหรับลิเวอร์พูล ผลงานในสนามถือว่าจบอย่างสวยงาม ทั้งชัยชนะ 2-0 คลีนชีต และสามคะแนนแรกของฤดูกาล แต่ประเด็นของคักโปทำให้ภาพรวมหลังเกมไม่ได้มีเพียงเรื่องฟุตบอล เพราะความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์นี้กับจังหวะของอลีสซงกำลังโยนแรงกดดันกลับไปยังองค์กรผู้ตัดสินอังกฤษโดยตรง
VAR ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยลดความผิดพลาดสำคัญและยกระดับความถูกต้องของคำตัดสิน แต่เมื่อเหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันให้ผลลัพธ์คนละทาง สิ่งที่แฟนบอลต้องการไม่ใช่เพียงคำตัดสินในแต่ละนัด แต่คือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและถูกนำไปใช้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ VAR และการตัดสินจุดโทษ
- การมีการสัมผัสตัวในเขตโทษไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจุดโทษเสมอ ผู้ตัดสินต้องพิจารณาลักษณะและผลของการปะทะ
- VAR มีหน้าที่ตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญ รวมถึงจังหวะจุดโทษ แต่การกลับคำตัดสินต้องเป็นไปตามเกณฑ์การแทรกแซงที่กำหนด
- ความสม่ำเสมอในการใช้เกณฑ์ตัดสินเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความน่าเชื่อถือของระบบ VAR
ติดตามข่าวพรีเมียร์ลีก เจาะประเด็นผู้ตัดสิน และทุกความเคลื่อนไหวของลิเวอร์พูลแบบเข้มข้นได้ที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM