แดนกลางลิเวอร์พูล จากจุดแข็งกลายเป็นจุดน่าห่วง

ลิเวอร์พูล กำลังเผชิญโจทย์หนักเรื่องการครองเกมและควบคุมจังหวะในฤดูกาลนี้ หลังผลงานยังขาดความต่อเนื่อง โดยชัยชนะในพรีเมียร์ลีกที่ทำได้เกิดขึ้นในเกมกับทีมน้องใหม่อย่าง อิปสวิช ทาวน์ ขณะที่หนึ่งในปัญหาที่เห็นชัดที่สุดคือประสิทธิภาพของแผงกองกลางที่ลดลงอย่างน่ากังวล

ภาพดังกล่าวแตกต่างจากฤดูกาล 2024/25 ที่ “เดอะ เร้ดส์” ก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ลีกอย่างชัดเจน ตอนนั้นแดนกลางถือเป็นหัวใจสำคัญของทีม ไรอัน กราเฟนแบร์ก ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะ ขณะที่ โดมินิค โซโบซไล ใช้พลังและการพาบอลทะลุพื้นที่ตรงกลางสร้างความเสียหายให้คู่แข่ง

ด้าน อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็อยู่ในระดับท็อป ทั้งการเข้าปะทะ การเอาชนะในการดวล รวมถึงการเติมขึ้นไปทำประตู ทำให้ลิเวอร์พูลในช่วงนั้นมีแดนกลางที่ครบทั้งพลัง เทคนิค และความดุดัน

ฟอร์มแกว่ง พื้นที่เปิด คู่แข่งทะลวงง่ายเกินไป

แต่เมื่อผลงานเริ่มตกลงต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาลนี้ ภาพของแดนกลางลิเวอร์พูลเปลี่ยนไปพอสมควร จังหวะการเล่นหลายช่วงดูเฉื่อย ขาดความดุดันในการเข้าหาบอล และเมื่อเสียการครองบอล คู่แข่งสามารถทะลุผ่านพื้นที่ตรงกลางไปเล่นงานแนวรับได้ง่ายเกินมาตรฐานของทีมที่ต้องการลุ้นแชมป์

โดมินิค โซโบซไล ต้องถูกโยกไปใช้งานหลายตำแหน่งจากปัญหาอาการบาดเจ็บภายในทีม จึงยากที่จะสร้างความต่อเนื่องในบทบาทเดิม ส่วน ไรอัน กราเฟนแบร์ก ไม่สามารถรักษามาตรฐานยอดเยี่ยมแบบช่วงพีกเอาไว้ได้ ขณะที่ฟอร์มของ แม็ค อัลลิสเตอร์ ก็มีขึ้นลงเช่นกัน

เวียร์ตซ์ยังต้องปรับตัว พรีเมียร์ลีกไม่ปล่อยเวลาให้คิดนาน

อีกหนึ่งจุดที่ต้องจับตาคือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเยอรมนี ซึ่งมีคุณภาพสูงในเกมรุก แต่การช่วยงานเกมรับยังไม่มากเท่าที่ทีมต้องการ และยังอยู่ในช่วงปรับตัวเข้ากับความเร็ว การปะทะ และความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีก

ในลีกอังกฤษ พื้นที่เพียงเสี้ยววินาทีสามารถเปลี่ยนจากจังหวะครองบอลเป็นการโดนสวนกลับได้ทันที ดังนั้นคุณภาพในการรักษาบอล การเลือกจังหวะเล่น และการตอบสนองหลังเสียบอลจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในระบบที่ต้องการเพรสซิ่งสูงอย่างลิเวอร์พูลชุดนี้

ตัวเลขฟ้อง โซโบซไลและเวียร์ตซ์เสียบอลสูง

สถิติจาก WhoScored ที่ถูกนำมาวิเคราะห์ยิ่งสะท้อนปัญหา เมื่อสองกองกลางของลิเวอร์พูลติดอยู่ในกลุ่มนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ที่เสียการครองบอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

  • โดมินิค โซโบซไล เสียการครองบอล 72 ครั้ง
  • บรูโน่ แฟร์นันด์ส เสียการครองบอล 69 ครั้ง
  • ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เสียการครองบอล 66 ครั้ง

ตัวเลขการเสียบอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดสินคุณภาพของนักเตะได้ทั้งหมด เพราะผู้เล่นเกมรุกย่อมต้องเสี่ยงกับการจ่ายบอลและสร้างสรรค์เกมมากกว่า แต่เมื่อทีมกำลังมีปัญหาเรื่องการป้องกันพื้นที่หลังเสียบอล ตัวเลขลักษณะนี้ย่อมกลายเป็นสัญญาณเตือนที่มองข้ามไม่ได้

เกมฟูแล่มตอกย้ำ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กองกลางอย่างเดียว

เกมพรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเสมอ ฟูแล่ม 0-0 เมื่อวันที่ 12 กันยายน ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว กราเฟนแบร์กและโซโบซไลมีปัญหาในการดวลกับแดนกลางคู่แข่ง แต่ อันโดนี่ อิราโอล่า มองว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากมิดฟิลด์เพียงอย่างเดียว เพราะประสิทธิภาพของการเพรสซิ่งจากผู้เล่นแนวหน้ามีผลโดยตรงต่อพื้นที่ที่กองกลางต้องรับผิดชอบ

อีกจุดสำคัญคือ ลิเวอร์พูลแย่งบอลกลับมาได้ในพื้นที่ต่ำกว่าที่ระบบต้องการ ทำให้เมื่อเริ่มเกมรุกต้องเจอกับคู่แข่งที่ถอยลงไปตั้งรับครบจำนวน ต่างจากการแย่งบอลคืนในแดนบนซึ่งเปิดโอกาสให้โจมตีพื้นที่ว่างและสร้างสถานการณ์ตัวต่อตัวได้ทันที นี่จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งทีม ไม่ใช่แค่เรื่องฟอร์มรายบุคคล

อิราโอล่าต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวนักเตะ

นี่คือการบ้านชิ้นใหญ่ของ อันโดนี่ อิราโอล่า เพราะการแก้ปัญหาด้วยการสลับนักเตะเพียงคนสองคนอาจไม่เพียงพอ หากระยะห่างระหว่างแนวเพรสซิ่งยังเปิดกว้าง เมื่อคู่แข่งผ่านด่านแรกได้ พื้นที่บริเวณกลางสนามจะถูกเปิดออกทันที และแนวรับต้องเผชิญสถานการณ์อันตรายโดยตรง

สิ่งที่ต้องทำระหว่างนี้คืออุดรอยรั่วด้วยรายละเอียดด้านแท็กติก เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแนวรุกกับแดนกลาง ปรับจังหวะการเพรสซิ่งให้ทั้งทีมขยับพร้อมกัน และลดการเสียบอลในพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คู่แข่งสวนกลับ

ตลาดรอบต่อไป ลิเวอร์พูลอาจต้องมองหามิดฟิลด์เพิ่ม

ในระยะยาว ลิเวอร์พูลยังมีเหตุผลมากพอที่จะพิจารณาเสริมกองกลาง เพราะขุมกำลังในพื้นที่นี้ไม่ได้มีความลึกมากนัก หลังมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า เทรย์ ไนโอนี่ ดาวรุ่งวัย 18 ปี ถูกวางให้มีบทบาทกับทีมชุดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ชื่อของ อดัม วอร์ตัน เคยถูกมองเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับเพิ่มคุณภาพในแดนกลาง

หาก “หงส์แดง” ต้องการกลับไปยืนเป็นผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว การมีมิดฟิลด์คุณภาพสูงเพิ่มอีกคนอาจกลายเป็นเรื่องจำเป็น เพราะฤดูกาลยาวไม่สามารถฝากภาระทั้งหมดไว้กับผู้เล่นชุดหลักเพียงไม่กี่คนได้

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ อาร์เซน่อล แม้ก้าวขึ้นเป็นแชมป์ลีกแล้ว แต่ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยกองกลางสไตล์นักสู้อย่าง บรูโน่ กิมาไรส์ ลิเวอร์พูลจึงไม่ควรหยุดอยู่กับที่ หากต้องการลดช่องว่างและสร้างขุมกำลังที่พร้อมต่อสู้ตลอดทั้งฤดูกาล

บทสรุป ปัญหาแดนกลางคือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบจัดการ

ลิเวอร์พูลยังมีนักเตะกองกลางที่มีคุณภาพสูง แต่สิ่งที่หายไปคือความสมดุล ความต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกันทั้งระบบ หากทีมเพรสไม่พร้อมกัน ต่อให้มิดฟิลด์เก่งแค่ไหนก็ต้องรับภาระหนักเกินไป แต่หาก อิราโอล่า สามารถทำให้แนวรุก แดนกลาง และแนวรับขยับเป็นหน่วยเดียวกันได้ ศักยภาพของนักเตะชุดนี้ยังมีมากพอที่จะพลิกสถานการณ์กลับมา

อย่างไรก็ตาม หากปัญหายังคาราคาซังไปจนถึงตลาดซื้อขายรอบต่อไป การเสริมกองกลางระดับสูงเพื่อเพิ่มทั้งคุณภาพและขุมกำลังเชิงลึกอาจไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นสิ่งที่ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องทำ หากยังต้องการเดินหน้าล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบจริงจัง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแดนกลางลิเวอร์พูล

  • กองกลางในระบบเพรสซิ่งสูงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างเกม แต่ต้องควบคุมพื้นที่และตอบสนองทันทีเมื่อทีมเสียบอล
  • จำนวนครั้งที่เสียการครองบอลต้องพิจารณาร่วมกับบทบาทของนักเตะ เพราะผู้เล่นสร้างสรรค์เกมมักรับความเสี่ยงในการจ่ายบอลมากกว่ามิดฟิลด์ตัวรับ
  • การแย่งบอลคืนในแดนคู่แข่งช่วยลดจำนวนผู้เล่นที่ต้องเจาะผ่าน และเปิดโอกาสสร้างเกมรุกได้อันตรายกว่าการเริ่มบุกจากแดนตัวเอง

ติดตามข่าวพรีเมียร์ลีก บทวิเคราะห์ลิเวอร์พูล และความเคลื่อนไหวฟุตบอลต่างประเทศแบบเข้มข้นได้ต่อเนื่องที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM