ซาร์รี่พาอตาลันต้าบุกยูเวนตุส พร้อมเผชิญอดีตที่ไม่สวยงาม
เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือจอมแท็กติกของ อตาลันต้า เตรียมนำทีมกลับไปเยือนถิ่นเก่าอย่าง ยูเวนตุส ที่อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม เมืองตูริน ในวันอาทิตย์ เวลา 17.00 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร หรือ 18.00 น. ตามเวลายุโรปกลาง ท่ามกลางแรงกดดันจากช่วงออกสตาร์ตที่ยังไม่ราบรื่นของทีมใหม่
นี่ไม่ใช่เพียงเกมสำคัญในลีก แต่ยังเป็นการกลับมาเจอกับสโมสรที่ซาร์รี่เคยพาคว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2019/20 แม้สุดท้ายเส้นทางของเขาในตูรินจะยุติลงหลังทำงานเพียงฤดูกาลเดียว
“It was a strange season with the stadiums practically empty from March onwards due to the pandemic, and perhaps that is one of the reasons why I don’t have good memories of that experience,”
“มันเป็นฤดูกาลที่แปลก สนามแทบจะว่างเปล่าตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปเพราะการระบาดใหญ่ และบางทีนั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมไม่มีความทรงจำที่ดีนักกับประสบการณ์ครั้งนั้น”
“In any case, I have no regrets.”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมไม่มีอะไรต้องเสียใจ”

อตาลันต้ากำลังรื้อระบบใหม่ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหลังสามเป็นหลังสี่
โจทย์ใหญ่ของซาร์รี่ในแบร์กาโมคือการเปลี่ยนวิธีคิดของทีม หลังอตาลันต้าคุ้นชินกับระบบกองหลังสามคนมาเป็นเวลาราวหนึ่งทศวรรษ การเข้ามาของกุนซือวัย 67 ปีจึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนแผนบนกระดาษ แต่คือการรื้อรายละเอียดทั้งการเคลื่อนที่ การครองบอล การเพรส และการเล่นร่วมกันเป็นทีม
ผลงานช่วงแรกจึงมีทั้งด้านบวกและปัญหาที่ต้องแก้ โดยอตาลันต้าผ่านการแข่งขันในเซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และคอนเฟอเรนซ์ ลีก ด้วยสถิติรวม 3 ชนะ 1 เสมอ และ 2 แพ้
ซาร์รี่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเฮดโค้ชอตาลันต้าอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยประสบการณ์ของเขาครอบคลุมการคุมทีมอาชีพมากกว่า 800 นัด พร้อมผลงานเด่นทั้งแชมป์ยูโรปา ลีกกับเชลซี และสคูเด็ตโต้กับยูเวนตุส
ซาร์รี่ย้ำชัด ช่วงเริ่มต้นติดขัดไม่ใช่เรื่องใหม่
กุนซือชาวอิตาเลียนไม่มองว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นสัญญาณอันตราย เพราะตลอดเส้นทางการทำงาน เขาเคยผ่านช่วงตั้งต้นที่หนักหน่วงมาแล้วหลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ทำให้ทีมเข้าใจแนวทางของตัวเอง
“I’d say it is a similar experience to the one I had at Empoli. After nine rounds, we were bottom of the table, but we went on to feature in the promotion play-off final.”
“ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่คล้ายกับตอนอยู่เอ็มโปลี หลังผ่านไปเก้านัด เราอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง แต่สุดท้ายเราก็ไปถึงรอบชิงชนะเลิศเพลย์ออฟเลื่อนชั้น”
ตัวอย่างจากเอ็มโปลีสะท้อนแนวทางของซาร์รี่ได้ชัด เขาไม่ใช่กุนซือที่ระบบจะเข้าที่ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยเฉพาะเมื่อรับช่วงต่อจากทีมที่มีปรัชญาฟุตบอลแตกต่างจากแนวทางของเขาอย่างชัดเจน
จุดเริ่มต้นที่ดีจริงๆ มีเพียงเชลซี
ซาร์รี่ยังย้อนถึงช่วงเวลาที่นาโปลี ซึ่งออกสตาร์ตด้วยการมีเพียง 2 หรือ 3 คะแนนจากสี่นัดแรก ก่อนที่ทีมจะพัฒนาไปเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลเกมรุกที่โดดเด่นที่สุดของอิตาลีในยุคนั้น
“At Napoli, we had two or three points after four rounds. These are difficulties I have run into constantly over the course of my career. The only positive start I had was at Chelsea, but for the rest it was always difficult.”
“ตอนอยู่นาโปลี เรามีแค่สองหรือสามคะแนนหลังผ่านสี่นัด ปัญหาแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมเจอมาตลอดเส้นทางอาชีพ จุดเริ่มต้นเชิงบวกเพียงครั้งเดียวที่ผมเคยมีก็คือตอนอยู่ เชลซี ส่วนที่อื่นล้วนเริ่มต้นอย่างยากลำบากเสมอ”
ช่วงเวลาที่อังกฤษถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของซาร์รี่ เมื่อเขาพาเชลซีคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2018/19 จากการเอาชนะอาร์เซนอลในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนย้ายกลับอิตาลีและคว้าสคูเด็ตโต้กับยูเวนตุสในฤดูกาลถัดมา
ปีแห่งการสร้าง ไม่มีเป้าหมายระยะสั้นมาบีบคอ
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ซาร์รี่มองว่าความยากเกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่างฟุตบอลแบบเดิมของทีมกับแนวทางใหม่ ยิ่งระบบเก่าอยู่คนละขั้วกับแนวคิดของเขามากเท่าไร ระยะเวลาในการปรับตัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
“The reasons are obvious, the more the previous playing style was completely different to mine, the more difficulties I’d run into at the start. It is a year of construction, both the director of sport and the club have not set any specific targets for the short-term, they are talking about building for the long-term.”
“เหตุผลมันชัดเจน ยิ่งรูปแบบการเล่นก่อนหน้านี้แตกต่างจากของผมอย่างสิ้นเชิงมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเจอความยากลำบากในช่วงเริ่มต้นมากเท่านั้น นี่คือปีแห่งการสร้าง ทั้งผู้อำนวยการกีฬาและสโมสรไม่ได้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นที่เฉพาะเจาะจง พวกเขากำลังพูดถึงการสร้างทีมในระยะยาว”
ซาร์รี่มองลึกกว่าแค่ระบบกองหลังสามหรือสี่คน
หนึ่งในประเด็นที่ซาร์รี่ต้องการเน้นคือ การเปลี่ยนแปลงของอตาลันต้าไม่สามารถอธิบายด้วยคำง่ายๆ ว่าเปลี่ยนจากกองหลังสามเป็นกองหลังสี่ เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมของนักเตะทั้งทีม
“What really matters is the way of defending and attacking, how the team moves and thinks collectively. Systems have their importance, of course, but are not decisive.”
“สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือวิธีการเล่นเกมรับและเกมรุก วิธีที่ทีมเคลื่อนที่และคิดร่วมกัน ระบบมีความสำคัญแน่นอน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินทุกอย่าง”
นี่คือแก่นสำคัญของฟุตบอลแบบซาร์รี่ การจัดตำแหน่งเป็นเพียงโครงสร้างเริ่มต้น แต่สิ่งชี้ขาดคือระยะห่างระหว่างผู้เล่น การเคลื่อนบอล ความพร้อมเพรียงในการเพรส และความเข้าใจร่วมกันทั้งทีม
ตลาดนักเตะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่คุณภาพทีมคือสิ่งที่ซาร์รี่พอใจ
อตาลันต้าเคลื่อนไหวอย่างหนักในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ โดยมีหลายดีลเกิดขึ้นในช่วงท้ายของตลาด หนึ่งในนั้นคือการคว้าตัว โจนาธาน โรว์ มาจากโบโลญญา ทำให้ซาร์รี่ต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการหลอมผู้เล่นใหม่เข้ากับแนวทางของทีม
“I am yet to meet a single coach who is 100 per cent happy with how the club worked on the transfer market,”
“ผมยังไม่เคยเจอโค้ชสักคนที่พอใจ 100 เปอร์เซ็นต์กับการทำงานของสโมสรในตลาดซื้อขายนักเตะ”
อย่างไรก็ตาม ซาร์รี่ไม่ได้ต้องการตัดสินตลาดซื้อขายด้วยชื่อของนักเตะใหม่เพียงไม่กี่คน เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือคุณภาพของขุมกำลังทั้งหมดและศักยภาพในการพัฒนาระยะยาว
“You’ve got to evaluate the whole group and not just the new arrivals. Some are ready to go, others need to be developed, but overall we brought in quality players, and that is what counts.”
“คุณต้องประเมินทั้งกลุ่ม ไม่ใช่แค่นักเตะที่เพิ่งเข้ามา บางคนพร้อมใช้งานทันที บางคนยังต้องพัฒนา แต่โดยรวมแล้วเราดึงผู้เล่นที่มีคุณภาพเข้ามา และนั่นคือสิ่งที่สำคัญ”

เกมยูเวนตุสคือบททดสอบหนักของโปรเจกต์ใหม่
การกลับไปตูรินครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งในสนามและนอกสนาม ซาร์รี่ต้องเผชิญอดีตที่เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ได้มีความทรงจำสวยงาม ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามพิสูจน์ว่าช่วงสะดุดของอตาลันต้าเป็นเพียงต้นทุนของการสร้างทีมรูปแบบใหม่ ไม่ใช่สัญญาณว่าระบบกำลังเดินผิดทาง
ก่อนเกมดังกล่าว อตาลันต้าเพิ่งผ่านความพ่ายแพ้ต่อกายารี่ 1-2 ในเกมลีกล่าสุด ขณะที่การพบยูเวนตุสจะเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น โดยเฉพาะเมื่อทุกสายตาจับจ้องการกลับสู่ถิ่นเก่าของซาร์รี่
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ ซาร์รี่และเส้นทางกุนซือ
- ซาร์รี่สร้างชื่อจากการไต่ระดับฟุตบอลอิตาลีตั้งแต่ลีกล่าง ก่อนพาเอ็มโปลีเลื่อนชั้นและก้าวไปคุมนาโปลี เชลซี ยูเวนตุส ลาซิโอ และอตาลันต้า
- หนึ่งในความสำเร็จระดับยุโรปของเขาคือการพาเชลซีคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2018/19 ก่อนคว้าแชมป์เซเรีย อากับยูเวนตุสในปีถัดมา
- ฟุตบอลของซาร์รี่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนที่เป็นทีม การเล่นในพื้นที่ การหมุนเวียนบอล และความเข้าใจร่วมกัน มากกว่าการมองเพียงตัวเลขของระบบการเล่น
ติดตามข่าวฟุตบอลอิตาลี ตลาดนักเตะ ผลการแข่งขัน และความเคลื่อนไหวจากลีกชั้นนำแบบเข้มข้นตรงประเด็นได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM