ลูก้า โมดริช กัปตันจอมเก๋าของโครเอเชีย ไม่ปิดบังความผิดหวังหลังทัพ “ตาหมากรุก” ถูก อังกฤษ บุกถล่มแบบหมดสภาพ 0-7 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก พร้อมชี้ตรงไปตรงมาว่า ทีมขาดทั้งความดุดัน การเข้าปะทะ และความเป็นหนึ่งเดียวกัน จนกลายเป็นค่ำคืนที่สร้างบาดแผลครั้งใหญ่ให้กับฟุตบอลโครเอเชีย
โครเอเชียพังยับ 0-7 หนักที่สุดในประวัติศาสตร์
เกมยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่สนามสตาดิโอน เอชเอ็นเค ริเยก้า กลายเป็นหนึ่งในคืนที่แฟนบอลเจ้าถิ่นยากจะลืม เมื่อ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิ่ล บุกมาถล่ม โครเอเชีย 7-0 พร้อมสร้างสถิติเป็นความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติโครเอเชีย
ผลการแข่งขันครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าเกมที่โครเอเชียเคยแพ้ สเปน 0-6 เมื่อปี 2018 ซึ่งเคยเป็นสถิติความปราชัยหนักที่สุดของทีมมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น สองชาติถือเป็นคู่แข่งที่ต่อสู้กันอย่างสูสีมาตลอดช่วงหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเกมระดับฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยุโรป แต่ครั้งนี้ช่องว่างระหว่างทั้งสองทีมกลับเปิดกว้างอย่างชัดเจนตั้งแต่นาทีแรกจนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย
โมดริชรับตรง ครั้งแรกที่รู้สึกอับอายหลังจบเกม
โมดริช ในวัย 41 ปี ซึ่งผ่านการรับใช้ทีมชาติมาอย่างยาวนาน วิจารณ์ผลงานของทีมแบบไม่อ้อมค้อม โดยมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของสกอร์ แต่เป็นเรื่องของทัศนคติและมาตรฐานที่โครเอเชียสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี
“มันเป็นเรื่องยากที่จะหาคำอธิบายสำหรับผลงานแบบนั้น เราไม่มีทั้งการดวลแย่งบอล การเข้าปะทะ ความดุดัน หรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงความผิดพลาดทางแท็กติก แต่คือการที่โครเอเชียไม่สามารถต่อสู้กับความเข้มข้นของคู่แข่งได้ตลอดทั้งเกม
“ผมอยู่ที่นี่มา 20 ปีแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอับอายหลังจบการแข่งขัน คุณแพ้ได้ คู่แข่งอาจแข็งแกร่งกว่า และตอนนี้พวกเขาก็แข็งแกร่งกว่าเรา แต่การแพ้แบบนี้ และการโยนชื่อเสียงที่เราสร้างสมมาตลอดหลายปีทิ้งไป เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผมรู้สึกละอายใจจริงๆ”

อังกฤษไล่บดไม่หยุด เกมรุกลงโทษทุกความผิดพลาด
ทีมชาติอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดอย่างเต็มรูปแบบ แฮร์รี่ เคน และ บูคาโย่ ซาก้า ทำคนละ 2 ประตู ขณะที่ จู๊ด เบลลิงแฮม ระเบิดผลงาน 1 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ ส่วน แอนโธนี่ กอร์ดอน และ มอร์แกน โรเจอร์ส มีชื่อบนสกอร์บอร์ดเช่นกัน
รูปเกมสะท้อนสิ่งที่โมดริชตำหนิทีมตัวเองได้ชัด อังกฤษเพรสซิ่งอย่างหนัก เล่นด้วยความเร็ว และโจมตีต่อเนื่องโดยแทบไม่เปิดพื้นที่ให้เจ้าถิ่นตั้งเกม ส่งผลให้โครเอเชียตามหลังถึง 0-4 ตั้งแต่จบครึ่งแรก ก่อนถูกยิงเพิ่มอีก 3 ประตูหลังพักครึ่ง
ความพ่ายแพ้ที่กระทบมากกว่าแค่ตารางคะแนน
หลังผ่าน 3 นัด อังกฤษมี 6 คะแนน ขณะที่โครเอเชียยังหยุดอยู่ที่ 3 คะแนน ส่วน สเปนเดินหน้าเก็บชัยสามนัดรวดมี 9 คะแนนเต็มในกลุ่ม เอ 3
โจทย์ใหญ่ของโครเอเชียจึงไม่ใช่แค่การแก้ตำแหน่งในตาราง แต่คือการเรียกศรัทธาและสภาพจิตใจกลับคืนมา เพราะโปรแกรมต่อไปยังหนักทันทีด้วยการพบ สเปน วันที่ 6 ตุลาคม ขณะที่ อังกฤษ จะกลับไปเล่นกับ เช็กเกีย
สำหรับทีมที่สร้างชื่อจากหัวใจนักสู้ ความเหนียวแน่น และผลงานบนเวทีระดับโลกมาตลอดหลายปี การแพ้ 0-7 คาบ้านจึงไม่ใช่ผลการแข่งขันที่สามารถปล่อยผ่านได้ง่าย คำพูดของโมดริชจึงเหมือนการส่งสัญญาณตรงถึงทุกคนในทีมว่า ถึงเวลาต้องตอบสนองอย่างจริงจัง
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ โครเอเชียและความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์
- สกอร์ 0-7 ต่อ อังกฤษ กลายเป็นความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติโครเอเชีย
- ก่อนหน้านี้สถิติแพ้หนักที่สุดของโครเอเชียคือการแพ้ สเปน 0-6 ในปี 2018
- โมดริชระบุว่า ตลอดช่วง 20 ปีที่อยู่กับทีมชาติ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอับอายหลังจบการแข่งขัน
ติดตามความเคลื่อนไหว ฟุตบอลทีมชาติ ผลการแข่งขัน และข่าวลูกหนังต่างประเทศแบบเข้มข้นทุกประเด็นได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM