ลิเวอร์พูล กลับมาประกาศศักดาบนเวทียุโรปอย่างดุดัน หลังบุกถล่ม LASK 6-3 ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2026/27 เมื่อคืนวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2026 โดยพระเอกของค่ำคืนนี้หนีไม่พ้น แบรดลีย์ บาร์โคล่า แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสที่ระเบิดฟอร์มกดแฮตทริกแรกในอาชีพ สยบเสียงวิจารณ์เรื่องค่าตัวมหาศาล พร้อมพาทัพหงส์แดงกลับมาคว้าชัยอย่างสะใจ หลังเพิ่งพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แม้สกอร์จะออกมาขาดลอย แต่ชัยชนะนัดนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องน่ายินดี เพราะการเสียถึง 3 ประตูในครึ่งหลังยังสะท้อนปัญหาเกมรับที่ อันโดนี อิราโอล่า ต้องรีบแก้ไข ก่อนเจอบททดสอบหนักในพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์นี้

บาร์โคล่าปลดล็อกค่าตัว 123 ล้านปอนด์ ยิงแฮตทริกแรกในชีวิต

ก่อนเกมที่เมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย อันโดนี อิราโอล่า กุนซือลิเวอร์พูล ต้องเผชิญคำถามเกี่ยวกับผลงานของสองแข้งค่าตัวแพงอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ บาร์โคล่า หลังทั้งคู่ยังไม่สามารถสร้างผลงานได้สมกับความคาดหวังในช่วงต้นฤดูกาล

เวียร์ตซ์ถูกจับตามองจากค่าตัว 116 ล้านปอนด์ ขณะที่บาร์โคล่าย้ายจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วยค่าตัวสูงถึง 123 ล้านปอนด์ เมื่อสโมสรลงทุนมหาศาลขนาดนี้ สิ่งที่แฟนบอลต้องการย่อมไม่ใช่แค่ฟอร์มการเล่นที่ดูดี แต่เป็นนักเตะที่สามารถตัดสินเกมและพาทีมคว้าชัยชนะได้จริง

อิราโอล่ายืนยันก่อนลงสนามว่าเขาเชื่อมั่นในนักเตะทั้งสองคนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมย้ำว่าผลงานของทีมสำคัญกว่าสถิติส่วนบุคคล และเกมนี้ลูกทีมก็ช่วยพิสูจน์ว่าความไว้วางใจดังกล่าวไม่ได้สูญเปล่า

บาร์โคล่าวัย 24 ปี ลงสนามเป็นเกมที่ 238 ในอาชีพทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยแฮตทริกแรกของตัวเอง โดยสองประตูแรกเกิดจากการจบสกอร์อย่างเฉียบขาดด้วยเท้าคนละข้าง ก่อนปิดท้ายด้วยการเข้าชาร์จระยะเผาขนในครึ่งหลัง

ที่สำคัญ นี่คือ 3 ประตูแรกของเขาในสีเสื้อลิเวอร์พูล หลังย้ายมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์ และเป็นการปลดล็อกในเกมที่ 7 ของเจ้าตัว นอกจากนี้ยังทำให้บาร์โคล่ากลายเป็นนักเตะชาวฝรั่งเศสคนแรกที่ทำแฮตทริกให้ลิเวอร์พูลได้อีกด้วย

เจาะเกม LASK 3-6 ลิเวอร์พูล หงส์แดงยิงกระหน่ำก่อนเกมรับเสียสมาธิ

เกมที่สนามไรฟ์ไฟเซน อารีน่า ลิเวอร์พูลเปิดฉากด้วยเกมรุกที่รวดเร็วและแม่นยำ กดดันแนวรับเจ้าบ้านแทบไม่มีโอกาสตั้งหลัก ก่อนทะยานนำถึง 3-0 ภายในครึ่งแรก

ลำดับประตูสำคัญตลอด 90 นาที

  • นาที 22 โรนัลด์ อเราโฮ โหม่งลูกเตะมุมของ คอสตาส ซิมิกาส ส่งลิเวอร์พูลขึ้นนำ 1-0 และเป็นประตูแรกของเขากับสโมสร
  • นาที 24 บาร์โคล่า รับบอลจาก ลูอิส คูมาส ก่อนจบสกอร์อย่างเฉียบคมหนีเป็น 2-0
  • นาที 37 บาร์โคล่า ประสานงานกับ เวียร์ตซ์ ก่อนยิงประตูที่สองของตัวเอง พาทีมนำ 3-0
  • นาที 51 เจเรมี่ ฟริมปง เติมขึ้นมาโหม่งลูกเปิดของ ซิมิกาส เพิ่มสกอร์เป็น 4-0
  • นาที 63 โรเบิร์ต ลูบิซิช ยิงตีไข่แตกให้ LASK ไล่มา 1-4
  • นาที 66 บาร์โคล่า เข้าชาร์จลูกเปิดเรียดของ ฟริมปง กลายเป็นแฮตทริก พร้อมขยับหนี 5-1
  • นาที 72 ลูอิส คูมาส ยิงประตูแรกของตัวเองในแชมเปียนส์ลีก เพิ่มความห่างเป็น 6-1
  • นาที 74 และ 77 ฟลอเรียน เฟล็คเกอร์ ยิงสองประตูรวดให้เจ้าถิ่น ก่อนจบเกมด้วยสกอร์ LASK 3-6 ลิเวอร์พูล

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยสองนัดติดต่อกันในแชมเปียนส์ลีก หลังเปิดรายการด้วยการเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1 และรักษาสถิติชนะรวดในรอบลีกเฟสเอาไว้ได้

สถิติเกมรุกสุดโหด ลิเวอร์พูลยิง 19 ครั้งตั้งแต่ครึ่งแรก

ความเหนือชั้นของลิเวอร์พูลไม่ได้สะท้อนผ่านสกอร์เท่านั้น เพราะตลอด 45 นาทีแรก พวกเขามีโอกาสยิงมากถึง 19 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของทีมเยือนในครึ่งแรกของการแข่งขันแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในฤดูกาล 2003/04

เกมริมเส้นกลายเป็นอาวุธสำคัญของหงส์แดง โดยฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งสร้างผลงานโดดเด่นอย่างชัดเจน

  • เจเรมี่ ฟริมปง ทำ 1 ประตู และ 2 แอสซิสต์ เติมเกมรุกได้อย่างอันตราย
  • คอสตาส ซิมิกาส ทำ 2 แอสซิสต์ จากการเปิดบอลที่แม่นยำ
  • ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ทำ 1 แอสซิสต์ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมเกมและหาพื้นที่ระหว่างแนวรับคู่แข่ง

อีกหนึ่งปัจจัยคือการเคลื่อนที่ของแนวรุกที่ช่วยเปิดช่องว่างให้เพื่อนร่วมทีม โดยเฉพาะบาร์โคล่าที่ใช้ความเร็วโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับ และเอาชนะคู่แข่งในการดวลตัวต่อตัวได้อย่างต่อเนื่อง

อิราโอล่ายิ้มออก ชมบาร์โคล่ากับเวียร์ตซ์ตอบโต้เสียงวิจารณ์ในสนาม

หลังจบเกม อิราโอล่าแสดงความพอใจอย่างชัดเจนกับการกลับมาระเบิดฟอร์มของนักเตะที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักก่อนลงสนาม โดยเฉพาะบาร์โคล่า ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความแตกต่างได้เมื่อได้รับโอกาสและความเชื่อมั่น

“I’m really happy for Bradley,”

“ผมมีความสุขกับแบรดลีย์มากจริงๆ”

กุนซือลิเวอร์พูลยังกล่าวถึงผลงานของสองนักเตะที่ถูกวิจารณ์ก่อนเกมว่า

“You were asking me yesterday about him not making the numbers and [the same with] Florian and I think both of them today played really, really well. I think they made a difference.”

“เมื่อวานพวกคุณถามผมเรื่องที่เขายังทำตัวเลขผลงานไม่ได้ รวมถึงฟลอเรียนด้วย แต่ผมคิดว่าวันนี้ทั้งคู่เล่นได้ดีมากจริงๆ และผมคิดว่าพวกเขาสร้างความแตกต่างให้กับเกมได้”

อิราโอล่ายังชื่นชมการเล่นของบาร์โคล่าว่าเป็นภัยคุกคามต่อแนวรับคู่แข่งตลอดเวลา ทั้งการดวลตัวต่อตัวและการวิ่งโจมตีพื้นที่ด้านหลัง ขณะที่เวียร์ตซ์ช่วยให้ทีมควบคุมเกมด้วยการเคลื่อนที่เข้าไปรับบอลในช่องว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขาเชื่อว่าผลงานเกมนี้จะเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งคู่ เพราะนักเตะได้รับรู้แล้วว่าสโมสรและทีมงานยังไว้วางใจพวกเขาอย่างเต็มที่

ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่สนามซ้อม ก่อนระเบิดแฮตทริกจริง

อิราโอล่าเปิดเผยด้วยว่า เขาสัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นของบาร์โคล่าตั้งแต่การฝึกซ้อมก่อนเกมหนึ่งวัน และรู้สึกว่านักเตะมีความพร้อมทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ

“I think he has to enjoy this [as] to score a hat-trick in the Champions League is always very difficult.”

“ผมคิดว่าเขาควรมีความสุขกับช่วงเวลานี้ เพราะการทำแฮตทริกในแชมเปียนส์ลีกเป็นเรื่องที่ยากเสมอ”

นอกจากยิงสามประตูแล้ว บาร์โคล่ายังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำเกมจากแฟนบอลลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาร่วมทีม

ลูอิส คูมาส สร้างประวัติศาสตร์แซงสถิติ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

อีกหนึ่งแข้งที่สมควรได้รับเสียงปรบมือคือ ลูอิส คูมาส แนวรุกดาวรุ่งวัย 21 ปี ซึ่งมีส่วนสำคัญกับชัยชนะครั้งนี้ทั้งการทำประตูและแอสซิสต์

แม้เจ้าตัวจะถูกจับล้ำหน้าจนพลาดโอกาสทำประตูถึงสองครั้ง แต่คูมาสยังไม่เสียความมั่นใจ ก่อนยิงประตูแรกของตัวเองบนเวทีแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จในครึ่งหลัง

ผลงาน 1 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ทำให้คูมาสกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของลิเวอร์พูลที่ยิงประตูและแอสซิสต์ได้ในเกมแชมเปียนส์ลีกนัดเดียวกัน ด้วยวัยเพียง 21 ปี 25 วัน

สถิติเดิมเป็นของตำนานกัปตันทีมอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งเคยทำไว้ตอนอายุ 21 ปี 139 วัน ในเกมพบ ดินาโม เคียฟ เมื่อปี 2001 ถือเป็นการจารึกชื่อเคียงข้างหนึ่งในนักเตะยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร

ขณะเดียวกัน อิราโอล่ายังพอใจกับโอกาสที่ดาวรุ่งอย่าง เทรย์ เอ็นโยนี่ และ ริโอ เอ็นกูโมฮ่า ได้รับ โดยมองว่าประสบการณ์บนเวทียุโรปจะช่วยให้พวกเขากลายเป็นกำลังสำคัญในช่วงโปรแกรมการแข่งขันที่แน่นขนัด

ยิงหกแต่เสียสาม เกมรับลิเวอร์พูลยังเป็นจุดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

แม้ลิเวอร์พูลจะเล่นเกมรุกได้อย่างยอดเยี่ยม แต่การเสีย 3 ประตูในครึ่งหลังถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยเฉพาะช่วงที่ทีมเริ่มผ่อนจังหวะหลังสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล

อิราโอล่ายอมรับภายหลังว่า การเปลี่ยนเซ็นเตอร์แบ็กพร้อมกันสองคนเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของเกมรับ หลังส่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ ลงแทน อเราโฮ กับ เฌเรมี่ ฌักเกต์ ในช่วงครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม กุนซือชาวสเปนมีเหตุผลด้านการบริหารสภาพร่างกาย เพราะทีมต้องลงเล่นกับเบรนท์ฟอร์ดในเวลาไม่ถึงสามวัน และยังมีเกมแชมเปียนส์ลีกกับ บียาร์เรอัล รออยู่อีกหลังจากนั้น

ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาสมาธิและความแข็งแกร่งของเกมรับให้ได้ตลอด 90 นาที เพราะหากปล่อยให้คู่แข่งสร้างโอกาสง่ายแบบนี้ในเกมใหญ่ ลิเวอร์พูลอาจต้องจ่ายราคาแพงกว่าที่เจอในออสเตรีย

สตีเฟ่น วอร์น็อค เตือนอย่าเพิ่งหลงระเริง เกมเบรนท์ฟอร์ดคือบทพิสูจน์ตัวจริง

แม้ชัยชนะเหนือ LASK จะช่วยเรียกความมั่นใจ แต่ สตีเฟ่น วอร์น็อค อดีตกองหลังลิเวอร์พูล มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าทีมกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดแล้ว

วอร์น็อคให้ความเห็นผ่าน BBC Radio 5 Live ว่า LASK เป็นคู่แข่งที่เล่นค่อนข้างเฉื่อยและไม่ได้สร้างแรงกดดันมากพอ โดยเฉพาะในแดนกลางที่ เทรย์ เอ็นโยนี่ สามารถเลือกจ่ายบอลได้อย่างอิสระแทบไม่มีใครเข้าบีบ

ขณะเดียวกัน บาร์โคล่าก็เอาชนะฟูลแบ็กคู่แข่งได้อย่างต่อเนื่อง จนฝ่ายเจ้าบ้านต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นรายดังกล่าวออกตั้งแต่ช่วงพักครึ่ง

ที่สำคัญ LASK เข้าสู่เกมนี้ด้วยสถิติไม่ชนะใครมา 4 นัดติดต่อกัน ทำให้วอร์น็อคมองว่าลิเวอร์พูลควรเป็นฝ่ายคว้าชัยอย่างสบายอยู่แล้ว

อดีตแนวรับหงส์แดงจึงตั้งคำถามว่า บาร์โคล่าจะสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้ได้หรือไม่ เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่ามากอย่างเบรนท์ฟอร์ด

“The acid test will be Brentford away.”

“บททดสอบที่แท้จริงจะเป็นเกมเยือนเบรนท์ฟอร์ด”

วอร์น็อคยังมองว่าการลงสนามนัดนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อบาร์โคล่า เพราะนักเตะยังไม่ได้ลงเล่นมากนักในฤดูกาลนี้ การได้รับเวลาลงสนามช่วยฟื้นความฟิต เพิ่มความเฉียบคม และสร้างจังหวะการเล่นให้กลับมาเข้าที่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลิเวอร์พูลจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อบาร์โคล่ามา ไม่ใช่เพียงการยิงประตูใส่ทีมที่อ่อนกว่า แต่คือความสามารถในการสร้างความแตกต่างในเกมเยือนที่ยากและเต็มไปด้วยแรงกดดัน

ลิเวอร์พูลบุกเบรนท์ฟอร์ด 17 ตุลาคม งานหนักกว่าที่ออสเตรียหลายเท่า

โปรแกรมต่อไปของลิเวอร์พูลคือการบุกเยือน เบรนท์ฟอร์ด ในศึกพรีเมียร์ลีก วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2026 ที่สนามจีเทค คอมมิวนิตี้ สเตเดียม

คู่แข่งรายนี้กำลังอยู่ในอันดับ 4 ของตาราง และยังไม่แพ้ใครในลีก ทำให้เป็นบททดสอบที่แตกต่างจากการเผชิญหน้า LASK อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่าจับตามองคือการรับมือกับเกมเพรสซิ่ง ความเข้มข้นในการแย่งบอล และจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ซึ่งจะไม่เปิดพื้นที่ให้แนวรุกลิเวอร์พูลเล่นง่ายเหมือนเกมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลยังต้องรับมือกับการขาด ไรอัน กราเฟนแบร์ก ซึ่งติดโทษแบนในเกมเยือนเบรนท์ฟอร์ด ทำให้การจัดแดนกลางเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของอิราโอล่า

สำหรับบาร์โคล่า เกมนี้จึงเป็นโอกาสพิสูจน์ว่าความเฉียบคมที่แสดงออกมาในออสเตรียไม่ใช่เพียงฟอร์มร้อนแรงชั่วคราว แต่สามารถต่อยอดสู่การเป็นตัวตัดสินเกมในพรีเมียร์ลีกได้จริง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแฮตทริกของลิเวอร์พูลในฟุตบอลยุโรป

  • แฮตทริก หมายถึงการที่นักเตะคนเดียวทำได้ 3 ประตูในหนึ่งเกม โดยไม่จำเป็นต้องยิงติดต่อกัน และนับรวมประตูที่ทำได้ทั้งในเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษ หากการแข่งขันมีการต่อเวลา
  • บาร์โคล่าเป็นเจ้าของแฮตทริกครั้งที่ 13 ของลิเวอร์พูลในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโรเปียนคัพและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก โดยตำนานอย่าง แกรม ซูเนสส์, เอียน รัช, ไมเคิล โอเว่น, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ หลุยส์ ดิอาซ ต่างเคยทำได้เช่นกัน
  • การทำแฮตทริกในเกมเยือนแชมเปียนส์ลีกถือเป็นผลงานที่มีคุณค่า เพราะนักเตะต้องรับมือทั้งแรงกดดันจากกองเชียร์เจ้าถิ่น การประกบตัว และรูปเกมที่เปลี่ยนแปลงตลอดการแข่งขัน

ชัยชนะ 6-3 เหนือ LASK อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของบาร์โคล่าในสีเสื้อลิเวอร์พูล แต่คำตอบสุดท้ายยังต้องวัดจากความสม่ำเสมอในเกมใหญ่ หากแนวรุกยังเฉียบคมและเกมรับกลับมาแข็งแกร่ง หงส์แดงก็มีโอกาสเดินหน้าสร้างผลงานได้ไกลกว่านี้ ติดตามข่าวลิเวอร์พูล ผลบอลพรีเมียร์ลีก วิเคราะห์ฟุตบอล และความเคลื่อนไหวลูกหนังทั่วโลกแบบเข้มข้นได้ทุกวันที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM