กระแสเจ้าของอเมริกันในกัลโช่เซเรียอาโตแบบก้าวกระโดด
ปัจจุบันเกือบ 40% ของสโมสรในกัลโช่เซเรียอา อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนจากสหรัฐอเมริกา ฤดูกาล 2025/26 มีถึง 8 สโมสรที่มีเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นชาวอเมริกัน ไล่ตั้งแต่ อินเตอร์ มิลาน, เอซี มิลาน, โรม่า, ฟิออเรนติน่า ไปจนถึงทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นอย่าง ปิซ่า และ ปาร์ม่า ขณะเดียวกัน โบโลญญ่า ก็มี โจอี้ ซาปูโต นักธุรกิจเชื้อสายแคนาดา-อิตาเลียน ถือหุ้นใหญ่ตั้งแต่ปี 2014 และพาทีมกลับมาลุยเวทียุโรปได้ต่อเนื่อง
ภาพนี้ต่างจากยุครุ่งเรืองช่วงทศวรรษ 1990 โดยสิ้นเชิง เมื่อธุรกิจลูกหนังอิตาลียังถูกขับเคลื่อนด้วยเจ้าของทีมท้องถิ่น และ ฟุตบอลอิตาลี คือศูนย์กลางของโลก เหมือนพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน แต่หลังเหตุฉาว “กัลโชโปลี” ทำให้เสน่ห์เซเรียอาจืดจาง เจ้าของทุนภายในประเทศทยอยถอยห่าง เปิดประตูให้ทุนต่างชาติ โดยเฉพาะฝั่งอเมริกา เข้ามาถือครองสโมสรแทน
ทำไมสโมสรอิตาลีถึงถูกใจนักลงทุนมะกัน?
อเล็กซานเดอร์ จาร์วิส ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนด้านกีฬา Blackbridge Sports LLC วิเคราะห์ว่าจุดดึงดูดแรกของลีกนี้คือ “ราคายังถูก” เมื่อเทียบกับตลาดอื่น สโมสรในอิตาลีมีมูลค่าลดลงมากจากยุคทอง ทำให้กลายเป็นโอกาสทองของนักลงทุนจากอเมริกาเหนือ
เขาชี้ว่า สโมสรอิตาลีมี “ค่า Multiple รายได้” ต่ำ ซื้อเข้าถูก มีช่องให้ปั้นมูลค่าเพิ่มในระยะกลางถึงยาว ผนวกกับเสน่ห์ด้านวัฒนธรรม อาหาร ผู้คน และความเป็น “อิตาลี” ที่ดึงดูดชาวอิตาเลียน-อเมริกันให้กลับมาลงทุนในรากเหง้าของตัวเอง
เซเรียอา…ซื้อถูกกว่าพรีเมียร์ลีกหลายเท่า
ค่าตัวสโมสรในเซเรียอาเมื่อเทียบกับพรีเมียร์ลีกต่างกันชัดเจน ในขณะที่ทีม “บิ๊กซิกซ์” ของอังกฤษติดท็อป 10 สโมสรมูลค่าสูงสุดของโลกตามการจัดอันดับของ Forbes ฝั่งอิตาลีกลับมีแค่ ยูเวนตุส (อันดับ 11) เอซี มิลาน (14) และ อินเตอร์ (17) เท่านั้นที่โผล่เข้ามาในท็อป 20 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า สโมสรอิตาลียังถูกมองว่า “ราคาต่ำกว่าศักยภาพ”
เมื่อซื้อเข้าถูก เป้าหมายของเจ้าของส่วนใหญ่จึงชัดเจน นั่นคือการเพิ่มมูลค่าในช่วง 5–12 ปี แล้วมองจังหวะขายทำกำไร จาร์วิสระบุว่าเจ้าของชาวอเมริกันส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนมองกลาง-ยาว ไม่ใช่สายถือยาวตลอดชีวิต ทว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น เซเรียอายังมี “ส่วนต่างกำไร” ให้น่าเสี่ยงอยู่มาก

ปัญหาโครงสร้าง–สนามแข่ง จุดอ่อนที่รั้งมูลค่าสโมสร
แม้มูลค่าซื้อจะถูก แต่การทำให้สโมสรเติบโตในอิตาลีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะติดปัญหาทั้งโครงสร้างบริหาร และโดยเฉพาะเรื่อง สนามฟุตบอล ที่อยู่ใต้การกำกับของเทศบาลเมืองเป็นส่วนใหญ่
ออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรนาโปลี เคยให้สัมภาษณ์ชัดว่า ทีมในอิตาลีเจอข้อจำกัดจากการเมืองท้องถิ่นอย่างหนัก ต่างจากหลายประเทศที่สโมสรสามารถพัฒนาสนามของตัวเองได้เต็มที่ เขายกตัวอย่าง เปแอสเช ที่จ่ายค่าเช่าสนามในระดับใกล้เคียงกับนาโปลี แต่กลับมีสิทธิใช้สนาม ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ แบบเกือบเบ็ดเสร็จจนสร้างรายได้เกิน 100 ล้านยูโรต่อปี
ข้อจำกัดนี้คือตัวถ่วงสำคัญในการดันรายได้และมูลค่าสโมสรให้เขยิบเข้าใกล้ลีกอื่นในยุโรป
กรณีศึกษา “ฟิออเรนติน่า” – โตไวแต่ติดเพดาน
หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของเจ้าของอเมริกันคือ ฟิออเรนติน่า ที่ ร็อคโค คอมมิสโซ เข้าซื้อในปี 2019 ด้วยมูลค่าเพียง 160 ล้านยูโร ปัจจุบันทีมถูกประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 500 ล้านยูโร ติดกลุ่ม 32 สโมสรชั้นนำของยุโรปตามข้อมูลของ Football Benchmark
แต่การเติบโตเริ่มชนเพดาน เมื่อโครงการปรับปรุงสนามสตาดิโอ อาร์เตมิโอ ฟรังคี่ ซึ่งเปิดตัวปี 2022 และตั้งใจให้เสร็จในปี 2026 กลับถูกลากยาวเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองและงบประมาณไม่ลงล็อก จนทุกวันนี้แฟนบอลแทบรู้สึกเหมือนเชียร์ทีมรักในไซต์ก่อสร้างมากกว่าสนามฟุตบอล
แหล่งข่าวภายในสโมสรเผยว่า เดิมทีคอมมิสโซต้องการสร้างสนามใหม่ด้วยเงินส่วนตัวทั้งหมด แต่การไม่ลงรอยกับนักการเมืองท้องถิ่นทำให้โปรเจ็กต์ล่ม และต้องหันไปทุ่มทุนสร้าง “Viola Park” ศูนย์ฝึกแทน ขณะที่ความคืบหน้าของสนามใหม่ยังเต็มไปด้วยคำถาม และโครงสร้างทีมก็ถูกมองว่าขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าวางรากฐานอย่างเป็นระบบ

ยูเวนตุส, โรม่า, มิลาน – เมื่อยักษ์ใหญ่ก็หลงทิศ
ปัญหาเรื่องทิศทางไม่ได้เกิดเฉพาะที่ฟิออเรนติน่า ยูเวนตุสเองก็ถูกวิจารณ์ว่าหลุดจากเอกลักษณ์เดิม เปลี่ยนโค้ชบ่อย แนวทางการเล่นสวิงไป–มา เหมือนทำทีมในโหมด “เอาตัวรอดก่อน” มากกว่าจะสนใจภาพใหญ่ระยะยาว
ฝั่งโรม่า ภายใต้กลุ่มทุน The Friedkin Group กำลังพยายามผลักดันโครงการสนามใหม่เพื่อยกระดับรายได้ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรขยับเป็นชิ้นเป็นอัน ขณะที่หลายปีหลังเอซี มิลานเองก็ผ่านช่วงเปลี่ยนถ่ายโค้ชและสไตล์การเล่นถี่จนแฟนบอลเริ่มตั้งคำถามเรื่องอัตลักษณ์ของสโมสร
ตัวอย่างที่สวนทางคือ อตาลันต้า และ โบโลญญ่า ที่ถูกยกให้เป็นโมเดลสโมสรที่มีจริตชัด เล่นฟุตบอลตามแนวคิดของตัวเอง รับรู้กันทั้งยุโรปว่าเด่นเรื่องปั้น–ขายนักเตะเพื่อทำกำไร ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ก็ถือเป็นทีมใหญ่ไม่กี่ทีมที่รักษา “ตัวตนแท็คติก” ไว้ได้ต่อเนื่อง นำพาทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ถึงสองครั้งในช่วงเวลาไม่นาน
การตลาดแฟนต่างชาติ – โอกาสที่ยังถูกใช้ไม่เต็มกำลัง
แม้หลายสโมสรมีเจ้าของจากอเมริกา แต่การทำตลาดต่างประเทศของเซเรียอายังถูกมองว่า “ไม่สุด”
กรณีฟิออเรนติน่าในเมืองฟลอเรนซ์คือภาพสะท้อนชัด เมืองนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก มีเสน่ห์ด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างล้นเหลือ เหมาะจะต่อยอด แบรนด์สโมสร สู่กลุ่มแฟนบอลทั่วโลก แต่สโมสรก็ยังเน้นหนักกับฐานแฟนในท้องถิ่นเป็นหลัก ขณะที่สนามซ่อมไม่เสร็จก็ยิ่งทำให้แฟนบอลกลุ่มเดิมได้รับผลกระทบ
ตรงนี้จึงเกิด “ความย้อนแย้ง” ในการบริหาร เมื่อเจ้าของต้องการผลตอบแทนทางการเงิน แต่กลับไม่กล้าลงทุนเชิงรุกเพื่อสร้างฐานแฟนระดับนานาชาติ ทั้งที่ศักยภาพเมืองและลีกเอื้อเต็มที่
ในมุมรายได้จากสนาม ปัจจุบันแทบมีเพียง ยูเวนตุส ที่ถือครองสนามของตัวเองอย่างอัลลิอันซ์ สเตเดี้ยมเต็มรูปแบบ จนสร้างรายได้เชิงพาณิชย์เหนือทีมอื่นแบบเห็นได้ชัด

เงิน, ตัวตน, และบทเรียนสำหรับเจ้าของทีมอเมริกัน
จุดร่วมของเจ้าของอเมริกันหลายรายคือ เป้าหมายด้าน “ผลตอบแทนการลงทุน” มาก่อนความผูกพันทางอารมณ์กับสโมสร การพัฒนาสนามหรือการขยายฐานแฟนทั่วโลกจึงเดินหน้าแบบจำกัด ทั้งที่อิตาลีมีวัฒนธรรมฟุตบอลและชุมชนคนเชื้อสายอิตาเลียนในสหรัฐฯ ที่พร้อมเป็นฐานผู้ชมใหม่จำนวนมาก
อย่างไรก็ดี จาร์วิสมองว่า แนวโน้มเจ้าของอเมริกันในเซเรียอาจะยังเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะมูลค่าลีกยังถูกมองว่า “ต่ำกว่าศักยภาพ” เม็ดเงินที่ต้องถูก “ปล่อยลงทุน” มีมาก และอิตาลียังเป็นตลาดที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับลีกใหญ่ประเทศอื่น
ในอีกด้าน ผลลัพธ์ในสนามก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เซเรียอายังขาดความมั่นคงระดับสูง หลายทีมเปลี่ยนโค้ชและแนวทางการเล่นเป็นว่าเล่น แต่สโมสรอย่าง อินเตอร์, อตาลันต้า และ โบโลญญ่า แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้ามี “ตัวตนชัด” และยึดแนวคิดระยะยาว ไม่ใช่แก้ปัญหาวันต่อวัน สโมสรสามารถแข่งขันในเวทียุโรปได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังสร้างกำไรจากการซื้อขายนักเตะควบคู่ไปด้วย
หากเจ้าของทีมจากอเมริกาสามารถช่วยให้สโมสรในอิตาลีค้นหาและรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ พร้อมวางแผนธุรกิจแบบมืออาชีพมากขึ้น ทั้งมูลค่าทางการเงินและภาพลักษณ์ระดับโลกของ กัลโช่เซเรียอา ก็มีโอกาสทะยานกลับมาเป็นเวทีแนวหน้าของยุโรปอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นเจ้าของสโมสรกีฬาไม่ใช่แค่ “ตัวเลขบนสมุดบัญชี” แต่มันคือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลงานในสนาม ความศรัทธาของแฟนบอล และตัวตนของสโมสร ถ้าเจ้าของอเมริกันเรียนรู้จุดนี้และเดินเกมให้ถูก เซเรียอาอาจกลายเป็นเวทีที่ปลุกทั้งกำไรและความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลอิตาลีขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน
แฟนบอลที่อยากตามติดทุกมุมของฟุตบอลยุโรปตั้งแต่ข่าวตลาดนักเตะจนถึงเกมใหญ่ในทุกสุดสัปดาห์ ห้ามพลาดอัปเดตสดใหม่ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM