ภาพรวมเกม: งานไม่ง่าย แต่เจ้าบ้าน “เอาอยู่”
ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 เกมนี้ แอตเลติโก มาดริด เปิดบ้านรับมือ คลับ บรูช หลังเลกแรกเสมอเดือด 3-3 ที่เบลเยียม และเป็นอีกครั้งที่ทีมของดิเอโก้ ซิเมโอเน่ต้องพิสูจน์ว่า “เลือกเล่นไม่ได้” ถ้าอยากไปให้ไกลในซีซั่นนี้
แมตช์เริ่มมาแค่ 20 นาทีแรก บรูชมาแบบไม่กลัวชื่อชั้น กดดันหนัก เล่นงานฝั่งซ้ายของเจ้าบ้านจนต้องมีจังหวะบล็อกสำคัญ และเกือบได้โหม่งโล่ง ๆ หลายหน แต่แอตฯ มาดริดก็ใช้วิธีแก้เกมแบบทีมใหญ่—ลดความเสี่ยงแล้วเล่นให้คมในจังหวะที่มี
ครึ่งแรก: ซอร์ลอธยิงเหมือนไม่มีอะไร…แต่กลายเป็นประตูปลุกทั้งสนาม
ช่วงนาที 23 แอตฯ มาดริดได้ประตูขึ้นนำจากลูกที่ดูเหมือนจังหวะธรรมดา โอบลัควางยาวให้ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธพักบอล ก่อนเจ้าตัวซัดเร็วแบบ “ไม่ต้องคิดเยอะ” บอลที่ควรเป็นงานง่ายของนายด่านกลับลอดมือเข้าไป กลายเป็น 1-0 และโมเมนตัมเริ่มเทมาทางเจ้าถิ่นทันที
จากนั้นแอตฯ มาดริดเริ่มบุกเป็นระลอก มีทั้งจังหวะครอสย้อน การเข้าชาร์จไม่ทัน และโอกาสโหม่งที่หลุดกรอบไปนิดเดียว แต่บรูชก็ไม่ใช่ทีมที่ยอมพังง่าย ๆ
🚨 Atletico Madrid have NOT kept a single cleansheet in the Champions League this season. They have played a total of 9 games and conceded 18 goals. pic.twitter.com/Lw5n6QwakI
— Atletico Universe (@atletiuniverse) February 24, 2026
บรูชไม่ยอมตาย: เซ็ตพีซลงโทษแอตฯ มาดริด ตีเสมอ 1-1
แม้เจ้าบ้านจะเริ่มคุมเกมได้มากขึ้น แต่บรูชโชว์ “ความนิ่ง” จากลูกนิ่งต่อเนื่อง ก่อนจะตีเสมอได้สำเร็จจากจังหวะโหม่งชงที่เสาแรก และ โจเอล ออร์โดเนซ โหม่งซ้ำโล่ง ๆ ที่เสาสองเป็น 1-1
ท้ายครึ่งแรก แอตฯ มาดริดเกือบเสียเพิ่มจากเกมรุกที่ไหลลื่นของทีมเยือน ครอสเข้ามาให้โหม่งแบบจ่อ ๆ แต่โอบลัคงัดซูเปอร์เซฟปัดไว้ได้ เป็นจังหวะที่ “เสียงดังทั้งสนาม” และช่วยประคองทีมก่อนพักครึ่งแบบสำคัญสุด ๆ
“Atletico Madrid have NOT kept a single cleansheet in the Champions League this season. They have played a total of 9 games and conceded 18 goals.”
แปลไทย: “แอตเลติโก มาดริดยังไม่เคยเก็บคลีนชีตในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ เล่นไป 9 นัด เสียไป 18 ประตู”
ครึ่งหลัง: เปลี่ยนตัวทีเดียว…เกมเปลี่ยนทั้งแมตช์
กลับมาครึ่งหลังเพียง 2 นาที แอตฯ มาดริดขึ้นนำ 2-1 แบบทันควันจากจอห์นนี การ์โดโซ ลูกเตะมุมโดนเคลียร์ออกมาหน้าเขตโทษ เจ้าตัวพักอกก่อนซัดวอลเลย์กระดอนพื้น แฉลบเล็กน้อยแล้วพุ่งเสียบมุมล่างอย่างเด็ดขาด
ประตูนี้คือ “สวิตช์เปิดโหมดฆ่า” ของเจ้าบ้าน เพราะหลังจากนั้นแอตฯ มาดริดบุกเป็นคลื่น แม้ไม่ถึงกับบีบให้มินโญเลต์ต้องเซฟรัว ๆ แต่ทำให้บรูชต้องถอยและใช้แรงไล่เกมหนักขึ้น
จุดตัดสิน: ซิเมโอเน่ชนะด้วยหมากสำรอง—กรีซมันน์ + ลุคแมน + ซอร์ลอธ ปิดบัญชี
เมื่อเกมเริ่มแผ่ว บรูชพยายามตั้งลำและหาโอกาสสวนกลับ โดยส่งตัวรุกลงมาเพื่อโจมตีพื้นที่ว่าง แต่กลายเป็นแอตฯ มาดริดที่ “เปลี่ยนแล้วคมกว่า”
มาร์กอส ญอเรนเต้แทงให้ซอร์ลอธหลุดไปก่อนเจ้าตัวไหลต่อให้ อเดโมลา ลุคแมน ทางซ้าย แล้วทำชิ่งหนึ่ง-สองกับ อองตวน กรีซมันน์ (ตัวสำรอง) ก่อนลุคแมนปาดเรียดเข้ากลางให้ซอร์ลอธชาร์จจ่อ ๆ เป็น 3-1 ทิ้งห่างจนเกมแทบจบในจังหวะนั้น
ปิดกล่องแบบดุดัน: แอตฯ มาดริดจัดการเกมดีกว่าเลกแรก และ “โหด” กว่าที่สกอร์บอก
ช่วงท้ายเกมเจ้าบ้านเล่นอย่างมั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ และมีจังหวะเกือบได้เพิ่มจากลูกสูตรเตะมุมสั้น ก่อนจะเปิดไปเสาไกลให้ซอร์ลอธวอลเลย์เข้าประตู เป็นภาพสะท้อนว่าเกมนี้แอตฯ มาดริด “คมกว่า” และบริหารช่วงเวลาสำคัญได้เหนือกว่าบรูช
ภาพรวมสองเลก บรูชสร้างปัญหาให้แอตฯ มาดริดไม่น้อย แต่สิ่งที่ต่างกันคือความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย ทำให้แอตฯ มาดริดผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเจอหนึ่งใน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ หรือ ลิเวอร์พูล ต่อไป
❤️🤍 pic.twitter.com/O1XlcQmdO8
— Atlético de Madrid (@Atleti) February 24, 2026
สรุปหลังเกม: ประเด็นสำคัญที่แฟนบอลต้องจำ
- เกมนี้แอตฯ มาดริดชนะด้วย “ความคม” และการปรับหมากของซิเมโอเน่ในครึ่งหลัง
- บรูชมีช่วงเวลาที่เล่นได้ดีและน่าจะยิงได้มากกว่านี้ แต่จบไม่ลง
- ซอร์ลอธคือคนปิดบัญชีตัวจริง ทั้งการยืนค้ำ การพักบอล และการจบสกอร์
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : การแก้เกมในฟุตบอลน็อกเอาต์
- การเปลี่ยนตัวในช่วงต้นครึ่งหลังมักเป็น “หน้าต่างทอง” เพราะคู่แข่งยังปรับจังหวะไม่ทัน
- ทีมที่คมในพื้นที่สุดท้าย มักชนะเกมน็อกเอาต์ได้แม้รูปเกมไม่ได้เหนือกว่าตลอด
- เซ็ตพีซคืออาวุธทำลายสมดุลที่เร็วที่สุด โดยเฉพาะเวลาทีมรองบุกไม่ได้ต่อเนื่อง
แฟนบอลที่ไม่อยากพลาดทุกจังหวะเดือด ๆ ของเกมยุโรป ติดตามข่าวบอลและสรุปผลแบบถึงอารมณ์ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM