เบื้องหลังชัยชนะ 3-1 ที่ไม่ได้สดใสอย่างที่สกอร์บอก
แม้ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยชัยชนะของ บาร์เซโลน่า เหนือ เดปอร์ติโบ อลาเบส 3-1 พร้อมแซงกลับไปยึดจ่าฝูง ลาลีกา ได้สำเร็จ แต่ภาพที่หลายคนพูดถึงหลังจบเกมกลับไม่ใช่ประตู หรือแท็กติกในสนาม หากเป็นท่าทีของ ฮันซี่ ฟลิค กุนซือชาวเยอรมันที่บนม้านั่งสำรองดู “หมดพลัง” ชัดเจน ราวกับว่าผลการแข่งขันในค่ำคืนนี้ยังไม่ใกล้เคียงมาตรฐานที่เขาต้องการให้บาร์ซ่าเป็น
ฟลิคมองเกมด้วยสีหน้าครุ่นคิดแทบตลอด 90 นาที และทันทีที่เสียงนกหวีดยาวดังขึ้น แทนที่บรรยากาศจะผ่อนคลาย กลับเต็มไปด้วยความอึดอัดจากตัวโค้ชเองที่ดูไม่ปลื้มกับฟอร์มลูกทีมแม้เก็บสามแต้มได้ก็ตาม
ช็อตไวรัล: ราฟินญ่าเดินเข้าปลอบโค้ชที่ก้มหน้า
ไฮไลต์ที่กลายเป็นไวรัลในหมู่แฟนบอลคือภาพของ ราฟินญ่า ดาวเตะบราซิเลียน เดินตรงเข้าไปหา ฟลิค ที่กำลังก้มหน้าอยู่บนม้านั่ง ก่อนก้มตัวลงพูดคุยพร้อมแตะตัวให้กำลังใจ เหมือนนักเตะกำลังปลอบใจโค้ช ไม่ใช่โค้ชปลอบลูกทีมอย่างที่เราคุ้นเคย
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นหลายอย่างในทีมชุดนี้ ทั้งความเครียดที่โค้ชต้องแบกรับ รวมถึงความผูกพันระหว่างผู้เล่นกับสตาฟฟ์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันร่วมกันในทุกเกม ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้
Este vídeo de Raphinha con Hansi Flick tras el Barça-Alavés es brutal.
— Albert Ortega (@AlbertOrtegaES1) November 29, 2025
Dice mucho de cómo se está sintiendo el entrenador alemán esta temporada. pic.twitter.com/QWtX4VMAPU
ทำไมฟลิคถึงดูหัวตก ทั้งที่บาร์ซ่าคว้า 3 แต้ม
แม้เกมนี้ บาร์ซ่า จะเป็นฝ่าย “ชนะตามหน้ากระดาษ” ด้วยสกอร์ 3-1 แต่สำหรับโค้ชระดับจอมแท็กติกอย่าง ฮันซี่ ฟลิค ผลการแข่งขันอย่างเดียวไม่เพียงพอ
- ทีมยังมีช่วง “แกว่ง” ในเกมรับ
- การคุมจังหวะเกมในบางช่วงไม่แน่นอนเท่าที่ควร
- มาตรฐานการเล่นกับศักยภาพของขุมกำลัง ยังห่างจากภาพที่ฟลิคอยากเห็น
ดังนั้น ความรู้สึกหงอย ๆ บนม้านั่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เขาอาจมองว่าบาร์ซ่ายังไม่พร้อมสำหรับเป้าหมายใหญ่ ทั้งการลุ้นแชมป์ลีก และการพาทีมกลับมาน่าเกรงขามในเวทียุโรปอย่างที่แฟนบอลต้องการ
แรงกดดันจากเก้าอี้กุนซือบาร์ซ่า ที่ไม่มีคำว่าพอแค่ “ชนะ”
ตำแหน่งเฮดโค้ชของ บาร์เซโลน่า ไม่เคยเป็นงานง่าย สำหรับทุกคนที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนี้ “ชนะ” คือเงื่อนไขขั้นต่ำ แต่สิ่งที่สโมสรเรียกร้องคือ “สไตล์” และ “คาแร็กเตอร์” ของทีม
ฟลิคเข้ามาพร้อมโจทย์ใหญ่ 3 ข้อ
- ต้องคืนดีเอ็นเอฟุตบอลเกมรุกของบาร์ซ่า
- ต้องปั้นแข้งดาวรุ่งและสร้างโครงสร้างทีมระยะยาว
- ต้องพาทีมกลับมามีภาพลักษณ์ของสโมสรระดับท็อปของยุโรป ทั้งผลงานและแบรนด์
เมื่อทีมเล่นได้ไม่ถึงระดับที่เขาคาดหวัง แม้จะเก็บสามแต้มได้ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่โค้ชอย่างฟลิคจะยังไม่พอใจ และนั่นคือที่มาของภาพ “โค้ชหัวตก” หลังจบเกม

บทบาทของราฟินญ่า: ไม่ใช่แค่ปีกริมเส้น แต่คือหัวใจในห้องแต่งตัว
ช็อตที่ ราฟินญ่า เดินเข้ามาปลอบ ฟลิค นั้น เผยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของสตาร์บราซิเลียน เขาไม่ได้มีดีแค่การลากเลื้อยริมเส้น หรือการสร้างสรรค์เกมรุก แต่ยังเป็นคนหนึ่งที่มีเสียง มีบทบาท และมีอิทธิพลในห้องแต่งตัว
- เขาเลือกจะไม่เฉลิมฉลองแบบสุดเหวี่ยง แต่กลับเดินไปหาโค้ชก่อน
- ท่าทีดังกล่าวสื่อว่า นักเตะรู้ดีว่าฟลิคกำลังรับแรงกดดันมากแค่ไหน
- ภาพนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าทีมชุดนี้มี “ความเป็นหนึ่งเดียว” ที่สำคัญต่อการเดินหน้าในฤดูกาลอันยาวไกล
สำหรับแฟนบอลแล้ว การเห็นผู้เล่นระดับซีเนียร์เข้าไปโอบอุ้มโค้ชแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ว่าห้องแต่งตัวของบาร์ซ่ายังไม่แตก และทุกคนยังมองไปในทิศทางเดียวกัน
สรุป
เหตุการณ์ที่หลายคนแชร์กันในโลกออนไลน์วันนี้ ไม่ใช่ไฮไลต์จาก ผลบอลสด หรือจังหวะทำประตู แต่มาจากภาพเรียบง่ายบนม้านั่งสำรอง ที่โค้ชดูท้อแท้ และลูกทีมเดินเข้ามาปลอบใจ
เกมนี้ บาร์ซ่า ชนะ อลาเบส 3-1 กลับขึ้นไปนำจ่าฝูง ลาลีกา ก็จริง แต่ภายในสโมสรยังเต็มไปด้วยโจทย์ที่ต้องแก้ ทั้งเรื่องฟอร์มในสนาม ความต่อเนื่องของผลงาน และมาตรฐานที่ต้องสูงกว่านี้
ภาพของ ฮันซี่ ฟลิค ที่ก้มหน้า และ ราฟินญ่า ที่เข้าไปพูดคุยปลุกใจ อาจเป็นจุดเล็ก ๆ แต่สะท้อนความเป็นทีมได้ชัดว่า ไม่ว่าจะหนักแค่ไหน ทุกคนยังเดินหน้าไปด้วยกัน และสำหรับสโมสรระดับยักษ์ใหญ่แบบบาร์ซ่า นี่คือช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ทั้งแผนงานของโค้ช และคาแร็กเตอร์ของนักเตะในชุดเดียวกัน

เกล็ดความรู้: วัฒนธรรม “โค้ชเครียด-ทีมต้องสู้” ในฟุตบอลยุโรป
- ในระดับท็อปของยุโรป กุนซือต้องรับแรงกดดันทั้งจากผลงานในสนาม, สื่อ, แฟนบอล และบอร์ดบริหาร แม้จะชนะ แต่ถ้าฟอร์ม “ไม่สวย” หรือเกมดูเปลี่ยนไม่ได้ตามแผน โค้ชก็ยังถูกวิจารณ์อยู่ดี
- ภาพโค้ชเครียดหลังทีมชนะ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทั้งในอังกฤษ, เยอรมนี และสเปน เราเห็นตัวอย่างจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, เจอร์เก้น คล็อปป์ หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่หลายครั้งไม่พอใจผลงานแม้ทีมเก็บสามแต้มได้
- การที่นักเตะเข้าไปปลอบใจหรือพูดคุยกับโค้ชหลังจบเกม เป็นสัญญาณของ “ความไว้ใจสองทาง” ระหว่างห้องแต่งตัวกับทีมสตาฟฟ์โค้ช ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศและพลังของทีมอย่างมาก
- ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ สโมสรไม่ได้มองแค่ “คะแนนในตาราง” แต่ยังมองดีเอ็นเอการเล่น, ความดึงดูดต่อแฟนบอลทั่วโลก และภาพลักษณ์ของทีมในเชิงการตลาด ทำให้โค้ชต้องคิดทั้งเรื่องแท็กติกและเรื่องภาพลักษณ์ไปพร้อมกัน
- บาร์เซโลน่า เป็นหนึ่งในสโมสรที่ให้ความสำคัญกับ “สไตล์การเล่น” มากที่สุดทีมหนึ่งของโลก นั่นทำให้กุนซืออย่างฟลิคต้องทำการบ้านหนักเป็นพิเศษ ทั้งการปรับระบบให้เข้ากับแข้งเทคนิคสูง และการรักษาผลการแข่งขันให้มั่นคงในเวลาเดียวกัน
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล ทั้งข่าวฮอตในยุโรป เรื่องราวดาวรุ่งพุ่งแรง และมุมมองเข้มๆ แบบคนดูบอลตัวจริง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM