เอ็มบัปเป้แบก เรอัล มาดริด อีกครั้งในค่ำคืนกดดัน
ในวันที่ฟอร์มโดยรวมของ เรอัล มาดริด สะดุดและเสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ คนที่ลุกขึ้นมาแบกทีมอีกครั้งก็ไม่ใช่ใครนอกจาก คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงหมายเลขหนึ่งของยุคปัจจุบัน ที่ระเบิดฟอร์มสำคัญในเกมดวลคมกับคิโรน่าในศึก ลาลีกา คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ลูกทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ออกสตาร์ตเกมด้วยความกดดันชัดเจน แถมยังโดนออกนำจากลูกยิงสุดเฉียบของ อัซเซดีน อูนาฮี ทำให้ราชันชุดขาวต้องวิ่งไล่ตามสกอร์ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยความอึดอัด แต่เอ็มบัปเป้ยังนิ่งพอรอเวลาของตัวเอง
ครึ่งหลังจังหวะสำคัญก็มา เมื่อ วินิซิอุส จูเนียร์ ใช้ความเร็วและเทคนิคลากเข้ากรอบ ก่อนเรียกจุดโทษให้ทีมได้สำเร็จ และแน่นอนว่าคนที่ยืนประจำจุดคือ เอ็มบัปเป้ ที่ซัดเข้าไปแบบเยือกเย็น กลายเป็นประตูตีเสมอสุดสำคัญ และเป็นลูกที่พาเขาขึ้นไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สโมสรทันที
ประตูนี้ไม่ธรรมดา – สถิติระดับตำนานในปฏิทินเดียว
ลูกจุดโทษลูกนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประตูช่วยทีมไม่ให้แพ้ แต่มันคือประตูที่ทำให้ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ทะยานเข้าสู่ “คลับปิด” ที่มีเพียงเขาและ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตำนานหมายเลข 7 ของสโมสรยืนอยู่เท่านั้น
GIR 1-1 RMA (67') – Mbappé alcanza los 60 goles en el año 2025 (53 con el Real Madrid y 7 con Francia).
— MisterChip (Alexis) (@2010MisterChip) November 30, 2025
Solo hay dos jugadores que hayan marcado 53+ goles en competiciones oficiales con el Real Madrid en un año natural: Cristiano Ronaldo (5 veces) y Mbappé.
จากข้อมูลสถิติที่ถูกเปิดเผยโดย MisterChip ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุชัดว่า มีเพียง 2 แข้งในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ยิงให้ เรอัล มาดริด เกิน 53 ประตูในทุกรายการภายในปีปฏิทินเดียว ได้แก่
- คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (ทำได้ถึง 5 ครั้ง)
- คีเลียน เอ็มบัปเป้ (ทำได้ในปีล่าสุด)
การถูกพูดถึงเคียงข้างโรนัลโด้ในแง่ สถิติยิงประตู คือเครื่องยืนยันว่าดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสไม่ได้เป็นแค่สตาร์ดังทั่วไป แต่คือศูนย์กลางเกมรุกยุคใหม่ของราชันชุดขาวอย่างแท้จริง
จากแรงกดดันสู่ตัวแบก – บทบาทเอ็มบัปเป้ในยุคอลอนโซ่
ผลงานในช่วงหลังของมาดริดอาจไม่ได้สวยหรูทุกเกม ฟอร์มโดยรวมมีแกว่ง มีช่วงเป๋ แต่ทุกครั้งที่ทีมต้องการคนเปลี่ยนเกม ชื่อที่ถูกโฟกัสมักหนีไม่พ้น เอ็มบัปเป้
- เขาคือคนรับหน้าที่สังหารลูกสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจุดโทษหรือลูกชี้ขาดในช่วงท้ายเกม
- การเคลื่อนที่ของเขาเปิดพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง วินิซิอุส และเพลย์เมกเกอร์ด้านหลังมีช่องให้เล่นมากขึ้น
- ในวันที่เกมเปิดกว้าง เอ็มบัปเป้พร้อมดวลกับแนวรับคู่แข่งทั้งสปีดและความเฉียบคมหน้ากรอบเขตโทษ
แม้รูปเกมนัดนี้จะไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุดของราชันชุดขาว แต่การมีนักเตะแบบนี้อยู่ในสนาม ทำให้ทีมยังมีลุ้นกลับมาได้เสมอ และนี่คือเหตุผลที่เขาถูกยกให้เป็น “ผู้กอบกู้สถานการณ์” ของทีมในหลายๆ เกม
คลับพิเศษของโรนัลโด้ – ตอนนี้มีเอ็มบัปเป้ยืนเคียงข้าง
คำว่า “คลับพิเศษ” ของ เรอัล มาดริด ไม่ได้พูดกันเล่นๆ เพราะในระดับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยแข้งระดับโลกนับไม่ถ้วน แต่กลับมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ยิงเกิน 53 ประตูในหนึ่งปีปฏิทิน
ก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นอาณาเขตของ โรนัลโด้ เพียงคนเดียว และถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะขึ้นไปแตะระดับเดียวกันได้ในยุคสมัยใหม่ที่โรเตชั่นจัด และโปรแกรมแน่นทุกถ้วย
การที่ เอ็มบัปเป้ สามารถไต่ขึ้นมายืนจุดนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ “ตัวแทนรุ่นใหม่” แต่กำลังเดินตามรอยในระดับที่ใกล้เคียงกับหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล
สถิติที่ไม่ได้บอกแค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเป็นผู้นำเกมรุก
มากกว่าจำนวนนับของประตู สิ่งที่แฟนบอลและคนในทีมเห็นจาก เอ็มบัปเป้ ตอนนี้คือภาพของผู้นำแนวรุกตัวจริง
- เขากล้ารับผิดชอบลูกสำคัญ
- เขาไม่หนีจังหวะกดดัน
- เขาแบกความหวังของทีมไว้ทั้งในลีกและเวทีระดับยุโรป
ทุกประตูที่เกิดขึ้นในเสื้อชุดขาว ไม่ได้ช่วยเพียงแค่เพิ่มสถิติส่วนตัว แต่ยังดันชื่อของเขาขึ้นไปใกล้คำว่า “ระดับตำนาน” ของสโมสรเข้าไปทุกที
สรุป – เอ็มบัปเป้กำลังเขียนตำนานของตัวเองในเบร์นาเบว
ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ถูกพูดถึงควบคู่กับ เรอัล มาดริด มาตลอด และเมื่อเขาได้สวมเสื้อราชันชุดขาวจริงๆ สิ่งที่ทำในสนามก็ตอบทุกคำถามแทนทุกคำพูด
- ยิงประตูแตะระดับเดียวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในหนึ่งปี
- กลายเป็นตัวความหวังสูงสุดในช่วงเวลาที่ยากลำบากของทีม
- ดันตัวเองจากสตาร์ดังสู่แข้งที่กำลังก้าวสู่สถานะ “ไอคอนของยุคใหม่”
จากนี้ไปทุกประตูที่เขายิงให้มาดริด จะไม่ใช่แค่สถิติธรรมดา แต่คือบรรทัดใหม่ของเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ราชันชุดขาว ที่แฟนบอลทั้งโลกจับตาอยู่แบบไม่กะพริบ

เกล็ดความรู้วงการลูกหนังสเปน
- เรอัล มาดริด คือหนึ่งในสโมสรที่ผลิตดาวยิงระดับโลกต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคดิ สเตฟาโน่, ปุสกัส, ราอูล, โรนัลโด้ จนมาถึงเอ็มบัปเป้
- การนับประตู “ปีปฏิทิน” แตกต่างจาก “ฤดูกาลแข่งขัน” เพราะรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ทำให้ผู้เล่นต้องรักษาฟอร์มคงเส้นคงวาเกือบทั้งปี
- สถิติการยิงเกิน 50 ประตูในหนึ่งปีถือว่าโหดมากในระดับสโมสรเดียว ยิ่งในยุคที่มีการโรเตชั่นและโปรแกรมถี่ ยิ่งทำได้ยาก
- การขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับโรนัลโด้ในเรื่องจำนวนประตู เป็นใบเบิกทางสำคัญให้เอ็มบัปเป้ถูกพูดถึงในฐานะว่าที่ตำนานของสโมสรในอนาคต
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล…อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM