เกมที่แบร์กาโม่จบ 1-0 แต่ประเด็นไม่จบใน 90 นาที
ศึก เซเรียอา คืนนี้ อตาลันต้าเปิดบ้านเฉือนโรม่า 1-0 ที่แบร์กาโม่ ทว่าไฮไลต์จริงกลับไม่ใช่แค่สกอร์บนป้าย แต่เป็น “สงครามคำพูด” หลังเกม เมื่อทั้งสองฝั่งมองว่า VAR และการตัดสินมีจุดน่ากังขาแบบถึงขั้น “ชวนงง” และ “เทาๆ” จนแฟนบอลเถียงกันลั่น
ประตูชัยเกิดจากจังหวะเตะมุม บอลตกหน้าปากประตูระยะประมาณ 6 หลา ก่อนจะเป็น จอร์โจ้ สคัลวินี่ที่พาบอลข้ามเส้นเข้าไป หลัง ไมเล่ สวิลาร์พลาดจับบอลหลุด ทำให้ห้องทำงานวิดีโอต้องตรวจภาพกันยาวๆ ว่ามีการขวางผู้รักษาประตูหรือมีแฮนด์บอลหรือไม่ สุดท้ายกรรมการให้เป็นประตูตามเดิม
ประตูของสคัลวินี่: ตรวจอยู่นานแต่ไฟเขียวให้ผ่าน
จังหวะนี้ถูกเช็กหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งเรื่องมีใครไปขวางผู้รักษาประตูหรือไม่ และเรื่องแฮนด์บอลด้วย โดยภาพถูกใช้เวลาตรวจสอบค่อนข้างนาน แต่สุดท้ายถูก “เคลียร์” ว่าไม่ได้มีผู้เล่นอตาลันต้าทำฟาวล์แบบชัดเจนในสายตาผู้ตัดสิน
รายงานระบุว่า หากมีการขวางจริง คนที่ทำให้สวิลาร์เสียจังหวะกลับเป็นเพื่อนร่วมทีมโรม่าอย่าง เดวีน เรนช์ มากกว่าจะเป็นสคัลวินี่เอง ส่วนข้อสงสัยแฮนด์บอลก็ถูกปัดตกเช่นกัน เพราะบอลเหมือนเด้งเข้าจากหน้าอก ไม่ได้โดนมือจนเป็นการทำผิดกติกา
ฝั่งโรม่าเดือด: “ประตูนี้มันแปลกเกินกติกา”
หลังเกมมีรายงานว่า กุนซือของโรม่าออกมาวิจารณ์คำตัดสินแบบตรงไปตรงมา ชี้ว่าประตูนี้ “ไม่ควรนับ” และมองว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดคำถามอย่างหนักต่อมาตรฐานการทำงานของวิดีโอช่วยตัดสิน
สาระสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ “เหตุผลที่ควรริบประตู” มีอย่างน้อยสองข้อในมุมของโรม่า
- การปะทะ/การแตะต้องผู้รักษาประตูในพื้นที่หน้าประตูระยะใกล้
- ความคลุมเครือเรื่องบอลโดนแขน/มือของผู้ทำประตูในจังหวะสุดท้าย (แม้สุดท้ายจะถูกชี้ว่าไม่ใช่แฮนด์บอล)
น้ำเสียงโดยรวมคือ “ดูภาพแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้ผ่าน” เพราะใช้เวลาตรวจถึงประมาณสามนาที แต่บทสรุปกลับไม่เปลี่ยน
สวิลาร์ยืนกราน: “ผมรู้สึกว่ามีคนแตะตัวผม”
ด้านไมเล่ สวิลาร์เองก็ยืนยันว่าตน “รู้สึกได้” ถึงการกระทบกระแทก ทั้งบริเวณแขนและด้านหลังศีรษะ และในความเห็นของเขา เมื่อผู้รักษาประตูโดนแตะต้องในกรอบเขตหกหลา มันควรถูกมองเป็นฟาวล์ในแทบทุกกรณี
แม้ในสตูดิโอของสื่ออิตาลีจะมีอดีตผู้รักษาประตูอย่าง วอลเตอร์ เซงก้า อธิบายมุมหนึ่งว่าแรงขวางเกิดจากเรนช์ (เพื่อนร่วมทีมโรม่า) มากกว่า แต่สวิลาร์ก็ยังย้ำจุดยืนเดิมว่า “รู้สึกถึงการรบกวน” และมองว่าเป็นจังหวะที่ควรปกป้องผู้รักษาประตู
ผู้เชี่ยวชาญตัดสินชี้ “พื้นที่สีเทา” แต่มีเหตุผลให้ริบได้เหมือนกัน
ลูก้า มาเรลลี่ กูรูผู้ตัดสินของ DAZN ให้มุมมองว่าจังหวะของสคัลวินี่เป็น “คลาสสิกของพื้นที่สีเทา” เพราะแม้สวิลาร์จะเสียจังหวะจากเรนช์จริง แต่ก็มีภาพที่สคัลวินี่เหมือนเอามือทั้งสองข้างไปที่ใบหน้าผู้รักษาประตูก่อนเล่นบอลด้วย
มาเรลลี่ชี้ว่า หากเป็นเขาเอง “จะริบประตู” จากองค์ประกอบที่รบกวนผู้รักษาประตู แต่ก็ยืนยันว่า “ไม่ใช่แฮนด์บอล” ตามภาพที่เห็น
อีกฝั่งก็ไม่พอใจ: ทำไมประตูของสคามัคก้าถึงโดนริบ?
ความเดือดไม่ได้จบแค่ฝั่งโรม่า เพราะทางอตาลันต้าก็มีประเด็นของตัวเองเช่นกัน เมื่อประตูที่สองของทีมซึ่งมาจาก จานลูก้า สคามัคก้า ถูกริบหลังจากตรวจ VAR แบบยาวมาก ก่อนที่ผู้ตัดสินจะถูกส่งไปดูจอข้างสนาม (On-Field Review) และตัดสินว่าเป็น “ล้ำหน้าที่มีส่วนร่วมกับเกม” (active offside)
ประเด็นโต้เถียงคือ บางมุมมองเห็นว่า สคามัคก้าอาจไม่ได้ไปแย่งกับ มาริโอ เอร์โมโซ่ โดยตรง เพราะเอร์โมโซ่จับบอลแรกพลาดเองจนบอลมาเข้าทางกองหน้าอตาลันต้า ทำให้เกิดคำถามว่า “การสัมผัสของเอร์โมโซ่” อาจเป็นการทำให้สคามัคก้ากลับมาอยู่ในสถานะเล่นได้หรือไม่ และจังหวะล้ำหน้าในแดนกลางอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญอย่างที่ถูกตัดสิน
มาเรลลี่กลับมองต่าง โดยยืนยันว่าเขาก็ยัง “จะริบประตู” เพราะสคามัคก้าได้เปรียบจากตำแหน่งล้ำหน้าและมีส่วนร่วมกับการเล่นอย่างชัดเจน ขณะที่กูรูจาก Sky Sport Italia หลายคนกลับไม่เห็นด้วยกับการริบประตูนี้

เกล็ดความรู้
- “ล้ำหน้าที่มีส่วนร่วมกับการเล่น” ไม่จำเป็นต้องสัมผัสบอลเสมอไป แค่รบกวนคู่แข่งหรือได้เปรียบจากตำแหน่งก็ถูกลงโทษได้
- จังหวะปะทะในเขตหกหลาเป็นหนึ่งในโซนที่ถกเถียงบ่อยที่สุด เพราะกติกาพยายาม “คุ้มครองผู้รักษาประตู” แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับการปะทะตามธรรมชาติของลูกเตะมุม
- การส่งผู้ตัดสินไปดูจอข้างสนาม (On-Field Review) มักเกิดเมื่อ VAR เห็นว่าเหตุการณ์ “อาจผิดพลาดชัดเจน” หรือควรให้ผู้ตัดสินตัดสินเองจากภาพเต็มๆ
- “พื้นที่สีเทา” ของกติกาคือจุดที่แฟนบอลเถียงกันไม่จบ เพราะแต่ละกรณีมีรายละเอียดเล็กๆ ที่เปลี่ยนคำตัดสินได้ทันที
ติดตาม GOALSIAM
ดราม่าเกมใหญ่แบบนี้ยังมีให้ตามกันอีกยาวๆ ใครไม่อยากพลาดประเด็นร้อนหลังเกม วิเคราะห์จังหวะตัดสิน และข่าวบอลต่างประเทศแบบเข้มข้น อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM