บทความโดย มิเกล แอล. เปเรย์ร่า: เสียงจากคนคลุกวงในฟุตบอลสเปน
มิเกล แอล. เปเรย์ร่า เป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่ตามเกาะแกะฟุตบอลสเปนแบบลงลึกทั้งในมิติสนามและนอกสนาม ใครที่ติดตามเขาบนโซเชียลมีเดียจะพอเห็นมุมมองที่คมและตรง และเขายังเคยเขียนหนังสือที่พาไล่ตั้งแต่ “ยอดเขา” ไปจนถึง “ก้นเหว” ของฟุตบอลแดนกระทิง พร้อมชั้นเชิงทางวัฒนธรรมและสังคมที่ซ่อนอยู่ในเกมลูกหนัง
ไม่ดีพอ…และมันจะไม่ดีพอ ถ้าแอตเลติโกยังไม่เปลี่ยนจริง
พูดให้ชัดแบบไม่อ้อมค้อม—มันยังไม่ดีพอ ไม่เคยดีพอ และจะไม่ดีพอไปเรื่อย ๆ หากทุกอย่างยังเหมือนเดิม แอตเลติโก มาดริด อยู่ในสถานการณ์ “อึดอัด” แม้ตามมาตรฐานของตัวเอง
แน่นอน ไม่มีใครควรบังคับให้พวกเขาต้องถูกมองว่าอยู่ระดับเดียวกับ เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า ในการลุ้นแชมป์ทุกปี เพราะความต่างด้านเงินลงทุน ค่าเหนื่อย และประวัติศาสตร์ของสโมสร มันคือช่องว่างที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่แอตเลติโก “ควรทำ” คือการสู้ให้มันสุดทุกฤดูกาล อย่างน้อยต้องยืนระยะลุ้นให้ได้จนถึงช่วงปลาย ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยแห้งเหือดในฤดูใบไม้ผลิ
💣🚨 BREAKING: Pablo Barrios is MOST likely OUT for the Spanish Super Cup semifinal against Real Madrid. It is almost IMPOSSIBLE for him to participate following today's tests.
— Atletico Universe (@atletiuniverse) January 5, 2026
He will still travel with the team in case of a possible final, which he has slim chances for.@marca pic.twitter.com/lyoELigcCE
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาทุ่มหนักใน 2 ตลาดนักเตะหลังสุด ด้วยการลงทุนใหม่ ๆ ที่เข้ามา เวลา “ก้าวขึ้นอีกขั้น” มันควรมาถึงแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นอีกภาพเดิม: ทีมเหมือนถูกล็อกอยู่ในสภาวะกระสับกระส่ายแบบถาวร—ไม่สงบ ไม่ชัด และไม่คืบ
เกมรับยังเป็นแผลใหญ่: ตัวหลักไม่นิ่ง—ผู้รักษาประตูต้องซูเปอร์แมนทุกสัปดาห์
มันแทบไม่น่าเชื่อว่า หลังผ่านการ “รีบูตโปรเจกต์” มาหลายรอบ แนวรับของแอตเลติโกยังวนอยู่กับชื่อเดิม ๆ โดยเฉพาะคู่เซ็นเตอร์อย่าง โรแบ็ง เลอ นอร์มองด์ ที่ฟอร์มแกว่งจนเหมือนความวุ่นวายเดินได้ และ โฮเซ่ คิเมเนซ ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาการเจ็บบ่อยแบบทำให้ทีมวางแผนระยะยาวลำบาก
ขณะเดียวกัน นาฮูเอล โมลิน่า ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ต้องสู้ทั้งลีกและถ้วยยุโรป ทั้งที่ภาพรวมของแนวรับยังไม่น่าไว้ใจ และท้ายที่สุด คนที่ต้องคอยออกแรงล้างปัญหาซ้ำ ๆ คือ แยน โอบลัค ที่ต้องเซฟแบบ “ปาฏิหาริย์” บ่อยเกินไปเพื่อปิดรูรั่วที่แนวรับทิ้งไว้
ย้อนวันวานซิเมโอเน่: ความสำเร็จเคยถูกสร้างจากความแน่น
ถ้าพูดถึงช่วงพีกของ ดิเอโก้ ปาโบล ซิเมโอเน่ เขาไม่ได้ดังเพราะเกมรุกบ้าคลั่ง แต่ดังเพราะความแน่น ความมีวินัย และการป้องกันที่กัดไม่ปล่อย ยุคนั้นมีทั้งแชมป์ยูโรปาลีก, โกปา เดล เรย์, แชมป์ลาลีกา และยังไปถึงนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกถึง 2 ครั้ง
แน่นอน ดาวยิงอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา, ดีเอโก้ คอสต้า หรือ อองตวน กรีซมันน์ ก็ถูกพูดถึงเสมอ แต่ “กระดูกสันหลัง” ที่แท้จริงคือแนวรับ ไล่ตั้งแต่คู่เซ็นเตอร์อย่าง ดีเอโก้ โกดิน กับ มิรันด้า ไปจนถึงแบ็กอย่าง ฆวนฟราน และ ฟิลิเป้ ลุยส์ ที่อยู่ในกลุ่มดีที่สุดของโลกทั้งความแข็งแกร่งและความนิ่ง พวกเขาทำให้ทีมเติมเกมได้แบบไม่ต้องกลัวโดนสวนจนหลังบ้านพัง
แต่สิบปีผ่านไป ซิเมโอเน่กลับไม่สามารถปั้นแนวรับใหม่ให้กลับไปใกล้เคียงมาตรฐานนั้นได้เลย ไม่ว่าจะลองระบบหลังสี่ หลังสาม หรือหลังห้า ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เงินถูกใช้ไปมาก แต่ไม่เคย “เจอคนที่ใช่” ในแบบโกดิน มิรันด้า หรือฟิลิเป้ ลุยส์ แถมแนวรับยิ่งแย่ลงทุกปี และความผิดพลาดในตลาดซื้อขายยังซ้ำรอย—ที่น่าห่วงคือโอบลัคเองก็ไม่อายุน้อยแล้ว
ปัญหาไม่ได้มีแค่หลังบ้าน: แดนกลางขาดแผนสำรอง และยังฝากความหวังไว้กับคนเดิม
ต่อให้แนวรับคือปัญหาเดียว มันยังพอแก้ได้ แต่ในปี 2026 แอตเลติโกยังต้องยอมรับว่า โกเก้ คือมิดฟิลด์ที่ “ไว้ใจที่สุด” ของทีมอยู่ดี
และนี่คือโกเก้คนเดิมที่สมัยแจ้งเกิดยังต้องแย่งตำแหน่งกับ กาบรี, ติอาโก้ หรือแม้กระทั่ง ซาอูล ญีเกซ ในยุคที่แดนกลางแน่นกว่านี้มาก ปาโบล บาร์รีออส มีแววเป็นนักเตะระดับท็อปได้จริง แต่ตอนนี้เขายัง “ไปไม่สุด” และที่น่ากลัวกว่านั้นคือทีมแทบไม่มีแผน B ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดของสนาม สำหรับทีมที่ต้องหาจุดสมดุลระหว่างเกมรับที่รั่วกับเกมรุกที่ยังขาดความเฉียบ
เกมรุกยังไม่ชัด: อัลวาเรซมาดี แต่ทีมยังต้องพึ่งกรีซมันน์
ใช่—ฮูเลียน อัลวาเรซ คือโปรไฟล์กองหน้าที่แอตเลติโกควรมี แบบที่เคยฉก ดีเอโก้ ฟอร์ลัน, เซร์คิโอ อเกวโร่ หรือฟัลเกามาแล้วในอดีต แต่ความคาดหวังต่อ อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ กลับสูงกว่าที่เขาทำได้จริง
ต่อให้ จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ จะทุ่มเทขนาดไหน ทีมก็ยังขาด “ความคม” และ “ความชัด” หน้าประตู จนต้องให้กรีซมันน์ที่แทบจะเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพแล้ว กลับมาช่วยกู้หน้าเป็นระยะ ๆ
ซิเมโอเน่ยังลงทุนหาแนวรุก/มิดฟิลด์ตัวสนับสนุนเพื่อเสริมให้เข้าชุดกับอัลวาเรซ แต่ทั้ง ติอาโก้ อัลมาด้า และ อเล็กซ์ บาเอน่า ยังไม่ถึงมาตรฐาน ไม่ว่าจะด้วยอาการเจ็บหรือความไม่ไว้ใจจากโค้ช สุดท้ายแล้ว แอตเลติโกในเดือนมกราคม 2026 ยังเป็น “ปริศนา” ที่งอกจากความผิดพลาดเดิม ๆ
ตัวเลขมันฟ้อง: ทุ่มหนัก แต่ผลงานจากแข้งใหม่ยังไม่คืนทุน
ซัมเมอร์ล่าสุด แอตเลติโกใช้เงินมหาศาล แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ดีพอ
การจ่าย 22 ล้านยูโรเพื่อ จาโคโม่ ราสปาโดรี่ ถูกมองว่าไม่สมเหตุสมผลพอ ๆ กับการจ่าย 17 ล้านยูโรให้ มัตเตโอ รุจเจรี่ ที่ฟอร์มต่ำกว่าคาดในครึ่งฤดูกาลแรก
ระหว่าง จอห์นนี่ คาร์โดโซ่ กับ ดาวิด ฮาน์ชโก้ ที่แทบไม่มีเกมที่เรียกได้ว่า “ดีจริง” สโมสรจ่ายรวมเกิน 50 ล้านยูโร ขณะที่ มาร์ก ปูบิลล์ และ ติอาโก้ อัลมาด้า ถูกมองว่าเป็นอนาคต แต่รวมกันก็ราว 40 ล้านยูโรแล้ว
The best left-back Atleti have had since Filipe left remains Yannick Carrasco, who wasn’t even a left-back https://t.co/I1IPwhwLdZ
— Jeremy Beren (@JBBeren) January 5, 2026
รวม ๆ คือประมาณ 120 ล้านยูโรกับผู้เล่น 6 คนที่ยังให้อะไรกับโปรเจกต์น้อยมาก แถมบาเอน่าซึ่งควรเป็น “บอส” ของทีมในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นไปตามที่หวัง
และซัมเมอร์ก่อนหน้าก็ไม่ต่างกัน อัลวาเรซแม้เก่ง แต่ค่าตัว 75 ล้านยูโรย่อมยกความคาดหวังขึ้นไปอีกระดับ ขณะที่ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ราคา 42 ล้านยูโร ก็เป็นดีลที่หลายคนยังตั้งคำถาม เช่นเดียวกับการจ่ายรวมอีก 70 ล้านยูโรให้ เลอ นอร์มองด์ และซอร์ลอธ สรุปสองตลาดซัมเมอร์รวมแล้วทะลุ 330 ล้านยูโร ซึ่งเป็นสถิติของสโมสร
ขายออกก็จริง แต่แก่นปัญหายังอยู่: ทีมยังขาดความบาลานซ์ทั้งระบบ
แม้สโมสรมีการขายนักเตะเพื่อให้บัญชีสมดุล แต่ภาพรวมการลงทุน “ยังไม่คุ้ม” และที่หนักคือมันไม่ได้แก้ปัญหาหลักตั้งแต่ก่อนตลาดปี 2024 ด้วยซ้ำ
แอตเลติโกยังมีแนวรับที่เปราะบาง ขาดตัวที่ไว้ใจได้ทุกตำแหน่ง
แดนกลางยังขาดทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำ
ยังไม่มีปีกที่ทั้งแอสซิสต์และยิงได้อย่างสม่ำเสมอ
ยังขาด “ศูนย์กลางความสร้างสรรค์” แบบที่กรีซมันน์เคยเป็น
หากวันหนึ่งบาเอน่าก้าวมาแทนบทบาทของกรีซมันน์ และทำให้อัลวาเรซ “มีคนปั้น” อย่างแท้จริง อย่างน้อยสโมสรอาจได้อะไรกลับมาจากเงินก้อนใหญ่ที่ลงทุน แต่ ณ ตอนนี้ แอตเลติโกยังห่างไกลจากยุคคู่หอก คอสต้า-ฟัลเกา หรือยุค อาร์ด้า ตูราน-กรีซมันน์ ที่ใช้งบน้อยกว่านี้มากแต่ได้คุณภาพจับต้องได้
คำถามที่ต้องตอบ: ใครเป็นคนเลือกนักเตะ และจะล้างแผลยังไง?
นี่คือประเด็นที่เจ็บที่สุด—เพราะในตลาดมีผู้เล่นที่ “ดีกว่า” และ “ถูกกว่า” ให้เลือกจริง แล้วทำไมแอตเลติโกถึงลงเอยกับดีลที่ไม่ตอบโจทย์?
คำถามจึงพุ่งไปที่ตัวโครงสร้างสโมสรทันที
ซิเมโอเน่เป็นคนคุมทิศทางการเสริมทัพเองมากแค่ไหน? ถ้าใช่ ทำไมถึงพลาดซ้ำ ๆ?
การมาของ มาเตว อเลมานี่ จะยกระดับคุณภาพการเสริมทัพได้หรือไม่? และเขาจะ “ยกเครื่อง” ความผิดพลาดที่ทำไว้แล้วได้แค่ไหน?
และคำถามต่อเนื่องที่โหดกว่าเดิมคือ จะปล่อยดีลที่ถูกมองว่าเสียหายอย่าง เลอ นอร์มองด์ หรือราสปาโดรี่ ออกไปได้อย่างไร โดยไม่ทำให้เงินสำหรับอนาคตหายไปอีก?
ปัญหาเชิงจิตวิทยา: “ทหารของซิเมโอเน่” หายากขึ้นทุกปี
ซิเมโอเน่มักถูกพูดถึงว่าเป็นโค้ชที่ให้นักเตะใหม่ต้องผ่าน “บททดสอบความไว้ใจ” หลายชั้นกว่าจะได้โอกาสต่อเนื่อง บางคนผ่านได้ บางคนพังกลางทาง และเมื่อเวลาผ่านไป มันยิ่งยากที่จะหานักเตะที่พร้อมทุ่มทั้งใจแบบ “ยอมตายเพื่อโค้ช” ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่
ภาพนี้คล้ายสิ่งที่เกิดกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ในหลายปีหลัง โค้ชที่เคยชนะห้องแต่งตัวด้วยหลักการและความไม่ยอมแพ้ แต่โลกหมุนไป เด็กรุ่นใหม่อยากเล่นฟุตบอลสวย สนุก แล้วกลับไปใช้ชีวิต พวกเขาไม่อยากเป็น “ทหาร” แถมยังมีค่าตัวแพงขึ้นเรื่อย ๆ
บทสรุป: ทุ่มพอจะลุ้นถึงเมษา…แต่วันนี้ยังไกลเกินเอื้อม
สิ่งที่ชัดคือ แอตเลติโกใช้เงินมากพอที่จะควร “ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์” จนถึงเดือนเมษายน และควรมีลุ้นไปไกลในยุโรป แต่ภาพปัจจุบันกลับดูห่างจากทั้งสองเป้าหมาย
ไม่ใช่ว่าพวกเขาเล่นแย่ตลอด—บางช่วงพวกเขาเป็นทีมที่เล่นดีที่สุดในลีกด้วยซ้ำ แต่ความผิดพลาดเดิม ๆ ในสนาม มักสะท้อนจากความผิดพลาดเดิม ๆ นอกสนาม โดยเฉพาะการเสริมทัพ
ทำไมต้องจ่ายแพงกับราสปาโดรี่ ทั้งที่ อัลเบร์โต้ โมเลโร่ มีอยู่ที่ ลาส พัลมาส?
ทำไมต้องทุ่มกับแนวรับอย่าง ฮาน์ชโก้ และเลอ นอร์มองด์ ทั้งที่คุณภาพไม่ได้เหนือกว่าคู่เซ็นเตอร์ทีมท้ายตารางอย่างชัดเจน?
ทำไมในลีกที่ขึ้นชื่อว่ามีกองกลางดีที่สุดในโลก แอตเลติโกกลับมีแค่โกเก้กับบาร์รีออสให้เลือก?
คำถามเหล่านี้ต้องมีคำตอบ และแม้ซิเมโอเน่จะ “แตะต้องไม่ได้” ในสายตาสโมสรและแฟนบอล แต่ถ้าแอตเลติโกอยากเป็นผู้ท้าชิงที่จริงจัง—ต่อให้เป็นขั้นรองจากบาร์ซ่าหรือมาดริด—ปัญหาที่ถูกละเลยมานานกว่านี้ไม่ได้แล้ว

เกล็ดความรู้
- ระบบที่เปลี่ยนจากหลังสี่เป็นหลังสาม/หลังห้า ไม่ได้ช่วยถ้า “คุณภาพผู้เล่นในไลน์ป้องกัน” ยังไม่นิ่ง
- งบเสริมทัพจำนวนมากจะไร้ค่า หากไม่ตอบโจทย์ “สมดุลทีม” ระหว่างเกมรับ-แดนกลาง-เกมรุก
- โค้ชสไตล์เข้มอย่างซิเมโอเน่ มักต้องการนักเตะที่มี “วินัยและความอดทนสูง” ซึ่งหาได้ยากขึ้นในฟุตบอลยุคใหม่
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอลแบบเข้ม ๆ ครบทุกประเด็น อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM