🔥 เกมเดียวเห็นทุกอารมณ์: อินเตอร์โดนนำก่อน แต่กลับมารัวแซงยับ
คริสเตียน คิววู กุนซืออินเตอร์ยอมรับแบบไม่อ้อมค้อมว่า เกมกับปิซ่าคือเกมที่ทีม “อาจพังได้” หากรับมือสถานการณ์ไม่ดีพอ แม้สุดท้ายอินเตอร์จะพลิกจากตามหลังสองประตู กลับมาคว้าชัยแบบถล่มทลาย 6-2 ในเกมเปิดหัวสัปดาห์ที่ 22 ของเซเรีย อา แต่คิววูชี้ว่า จุดชี้เป็นชี้ตายไม่ใช่แค่แท็กติก…มันคือ “ปฏิกิริยา” ของผู้เล่นในช่วงที่ทีมโดนกดดันหนักที่สุด
อินเตอร์โดนนำสองลูกในบ้านคืนวันศุกร์ ก่อนจะเร่งเครื่องกลับมาแซงได้ตั้งแต่ก่อนพักครึ่ง และยังยิงเพิ่มอีกสามลูกในครึ่งหลัง ปิดจ็อบด้วยสกอร์ที่ดูเหมือนขาดลอย แต่เบื้องหลังคือเกมที่ต้องใช้ทั้งความนิ่งและสปิริตเพื่อไม่ให้หลุดทรง
🧠 จุดเปลี่ยนของเกม: นาที 34 เปลี่ยนตัวแล้วเกมพลิกทันที
หนึ่งในหมากสำคัญของคิววูเกิดขึ้นในนาทีที่ 34 เมื่อเขาตัดสินใจเปลี่ยน หลุยส์ เอ็นริเก้ ออก แล้วส่ง เฟเดริโก้ ดิมาร์โก ลงสนาม และผลลัพธ์ชัดเจนแบบไม่ต้องขยายความ—ดิมาร์โกกลายเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ทำได้ทั้ง 1 ประตูและ 1 แอสซิสต์ พร้อมยกระดับความดุดันทางฝั่งซ้ายให้ทีมทันที
คิววูให้สัมภาษณ์กับ DAZN ผ่าน FCInter1908 ว่า “เกมมันยาวถึง 100 นาที และมันสามารถพลิกได้” ซึ่งเป็นประโยคที่สะท้อนแนวคิดของเขาเต็มๆ ว่าอย่าตัดสินเกมเร็วเกินไป ถ้าทีมยังมีคุณภาพและยังสู้ต่อได้

🧤 ซอมเมอร์โดนจับจ้อง: จ่ายพลาดจนเสียประตู แต่คิววูรับผิดเอง
ประตูแรกของปิซ่ามาจากจังหวะที่ สเตฟาโน่ มอเรโอ้ ยิงชิพจากระยะประมาณ 30 หลา ซึ่งต้นทางคือความผิดพลาดของ ยานน์ ซอมเมอร์ ที่จ่ายบอลพลาดนอกกรอบเขตโทษในจังหวะพยายามขึ้นเกมจากแดนหลัง
แทนที่จะโยนความผิดให้นักเตะ คิววูเลือกออกมารับแทนแบบเต็มหน้าอกว่า “เป็นความผิดของผม เพราะผมเป็นคนขอให้ผู้รักษาประตูเล่นแบบนั้น บางครั้งผมทำให้ยานน์อยู่ในสถานการณ์ลำบาก” นี่คือการปกป้องนักเตะในช่วงที่เสียงวิจารณ์กำลังจะพุ่งเข้ามาเต็มแรง และยังสะท้อนว่าแนวทางการเล่นของอินเตอร์คือการกล้าสร้างเกมจากหลัง แม้มีความเสี่ยงก็ตาม
⚔️ โดนเพิ่มจากลูกตั้งเตะ แต่ทีมไม่แตก: “ความภาคภูมิใจ” คือสิ่งที่เห็น
หลังจากเสียประตูแรก อินเตอร์ยังโดนอีกลูกจากจังหวะเซ็ตพีซ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คิววูย้ำว่า ทีมสามารถ “ถล่มลงได้” ถ้าใจไม่แข็งพอ แต่สิ่งที่เขาเห็นคือความภาคภูมิใจของทีม—ยังเดินหน้ากดดันต่อด้วยคุณภาพและความเข้มข้น ก่อนจะค่อยๆ พลิกเกมกลับมาอยู่ในมือ
คิววูย้ำชัดว่า “ทัศนคติสำคัญที่สุด คุณอาจเจ็บปวดในบางช่วง แต่สิ่งที่นับคือคุณตอบสนองยังไง” และเขาประเมินว่าทีมทำได้ดีมากในด้านการตอบโต้สถานการณ์
🏁 “เราเกือบล้มได้” แต่ทีมยังทำของตัวเองต่อไป
คิววูยอมรับว่าอินเตอร์ “อาจพังได้” จากสถานการณ์ที่ตามหลัง แต่ทีมเลือกจะไม่หยุดทำสิ่งที่ซ้อมมา ยังคงเล่นตามแนวทางของตัวเอง และสุดท้ายก็กลับมาได้ พร้อมพูดถึง “ความเสียดาย” เดียวของเขาคือทีมไม่ได้ทำให้เป็น 4-2 ได้เร็วกว่านั้น แต่เกิดขึ้นตอนท้ายๆ
อย่างไรก็ตาม เขายกเครดิตให้ผู้เล่นเต็มที่ว่า ทุกคนทุ่มเทเพื่อทำให้ฤดูกาลนี้ยังแข่งขันได้ และเพื่อแสดงให้เห็นว่าทีมกำลังทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
🌟 คิววูชม “ปิโอ เอสโปซิโต้”: กล้ารับผิดชอบเหมือนทุกคนในทีม
คนที่ยิงให้อินเตอร์แซงนำก่อนพักครึ่งคือ ปิโอ เอสโปซิโต้ ที่ทำประตูในเซเรีย อา เป็นลูกที่ 3 ของตัวเองในฤดูกาลนี้ ซึ่งคิววูชื่นชมว่า เด็กคนนี้อยากพิสูจน์ตัวเอง กล้ารับผิดชอบ และพร้อมเอาตัวเองไปอยู่ในจุดกดดัน—เหมือนกับนักเตะทั้ง 25 คนของทีม
เขายังพูดในมุมโค้ชที่รับผิดชอบเต็มตัวว่า “ถ้าอะไรไม่ดี มันจะเป็นความผิดของผมเสมอ เพราะบางครั้งผมผลักหนักเกินไป” พร้อมบอกว่าแฮปปี้ที่นักเตะยังเชื่อในงานที่ทีมกำลังทำ
🩺 เบื้องหลังหลังเกม: คิววูขอหมออินเตอร์ดูแล อัดยาแก้ปวดหลัง
อีกสีสันหลังเกมคือคิววูมาสัมภาษณ์ช้ากว่าปกติ เพราะต้องเข้ารับการดูแลจากทีมแพทย์อินเตอร์ เขาเปิดเผยแบบติดตลกปนจริงจังว่า “ผมอัดยาแก้ปวดหลังไปแล้ว”
และพอถูกถามว่าจะดูเกมใหญ่วันอาทิตย์อย่าง ยูเวนตุส-นาโปลี และ โรม่า-มิลาน ไหม เจ้าตัวตอบชัดว่าเขารักฟุตบอลเกินกว่างาน บางครั้งเหนื่อยเพราะดูหลายเกม แต่ก็ต้องดูเพื่อเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “ครอบครัวต้องมาก่อน” เพราะเขาทุ่มเวลาให้ทีมมากจนบางครั้งละเลยบทบาทสามีและพ่อ และบางครั้งต้องปิดสวิตช์ ไม่คิดเรื่องฟุตบอลมากเกินไป

✅ สรุป
คริสเตียน คิววูชื่นชมปฏิกิริยาของผู้เล่นหลังอินเตอร์พลิกชนะปิซ่า 6-2 ทั้งที่ตามหลังสองประตู พร้อมยืนยันว่าอินเตอร์ “อาจพังได้” แต่ทีมยังรักษาทัศนคติและคุณภาพจนกลับมาได้ อีกทั้งออกโรงปกป้องยานน์ ซอมเมอร์หลังพลาดจนเสียประตูแรก โดยรับผิดเองว่าเป็นความผิดของเขาที่สั่งให้ผู้รักษาประตูเล่นแบบนั้น พร้อมชมดิมาร์โกที่ลงมาเปลี่ยนเกม และชื่นชมปิโอ เอสโปซิโต้ที่กล้ารับผิดชอบในสนาม ก่อนเผยว่าต้องรับการรักษาอาการปวดหลังหลังเกม และย้ำว่ารักฟุตบอลแต่ “ครอบครัวมาก่อน”
📌 เกล็ดความรู้
- การสร้างเกมจากแดนหลังเพิ่มโอกาสครองบอลและขึ้นเกมเป็นระบบ แต่แลกด้วยความเสี่ยงสูง หากจ่ายพลาดอาจเสียประตูทันที
- การแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวที่ถูกจังหวะสามารถพลิกโมเมนตัมได้ในไม่กี่นาที โดยเฉพาะตำแหน่งริมเส้นที่ส่งผลต่อรูปทรงเกม
- โค้ชที่ออกมารับผิดแทนนักเตะในจังหวะผิดพลาด มักช่วยลดแรงกดดันในทีมและรักษาความมั่นใจของผู้เล่นได้มาก
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล…อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM