ดอร์ทมุนด์เริ่มส่งสัญญาณทีมลุ้นแชมป์แบบไม่ต้องเดา
ถ้าจะวัดความเป็นทีมที่ “มีดวงแชมป์” ในลีกใหญ่ ๆ มันไม่ได้อยู่แค่เล่นสวยหรือชนะขาด แต่มักอยู่ที่การ “เอาตัวรอด” ในเกมที่อึดอัด แล้วหาทางปิดบัญชีช่วงท้ายให้ได้ ซึ่งตอนนี้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กำลังโชว์ภาพนั้นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยสถิติไม่แพ้ในลีกยาว 14 นัด แถมกวาดชัย 5 เกมรวด จนบทบาทผู้ท้าชิงเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ใช่แค่คำพูดปลุกใจแฟนบอลอีกต่อไป
จุดเปลี่ยนสำคัญ จากทีม “โดนท้ายเกม” สู่ทีม “เชือดท้ายเกม”
ช่วงต้นฤดูกาล ดอร์ทมุนด์เคยถูกมองว่าเป็นทีมที่ใจแกว่งปลายเกม เพราะมีช่วงโดนยิงตีเสมอนาทีท้าย ๆ จนหลุดแต้มแบบน่าเจ็บใจหลายครั้ง แต่พอเข้าปีใหม่ ภาพเดิมถูกพลิกกลับแบบคนละม้วน ความอึด ความนิ่ง และการเร่งเกมในช่วง 10 นาทีสุดท้าย กลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ที่ช่วยพวกเขา “เก็บแต้มให้ได้แม้เกมไม่เข้าทาง”
เกมล่าสุดที่ชัดสุดคือบุกชนะโวล์ฟสบวร์ก 2-1 กับประตูชัยนาที 87 ของ แซร์อู กีราสซี นี่ไม่ใช่แค่สามแต้มธรรมดา แต่มันคือแต้มที่บอกว่า ดอร์ทมุนด์เริ่มมีสัญชาตญาณของทีมแชมป์แบบที่แฟนบอลอยากเห็น

4 เกม “ท้ายเกมโหด” ที่เติมไฟการลุ้นแชมป์
ดอร์ทมุนด์ทำแต้มแบบดราม่าช่วงท้ายได้หลายครั้งในปีปฏิทินนี้ ไม่ว่าจะเป็น
- บุกเสมอแฟร้งค์เฟิร์ต จากประตูนาที 96
- ชนะซังต์ เพาลี ด้วยประตูชัยนาที 97
- พลิกจากตามหลัง 1-2 ชนะไฮเดนไฮม์ 3-2
- และบุกเชือดโวล์ฟสบวร์กด้วยประตูชัยนาที 87
เสียงจากห้องแต่งตัว “เราอยากเป็นแชมป์” ไม่ใช่ประโยคเล่น ๆ
คนที่พูดแรงสุด และพูดแบบไม่กั๊กคือ นิโก้ ชลอตเตอร์เบ็ค รองกัปตันที่ประกาศชัดว่าทีมต้องมีความทะเยอทะยานพอจะบอกแฟน ๆ ว่า “เราต้องการเป็นแชมป์” ซึ่งตอนแรกหลายคนอาจหรี่ตา แต่สถานการณ์ล่าสุดมันเริ่มเข้าทางคำพูดนั้น เพราะช่องว่างกับจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค ตอนนี้เหลือ 6 แต้ม และที่สำคัญคือระยะห่างเคยมากถึง 11 แต้มหลังนัดที่ 18 ก่อนจะถูกไล่บี้ลงมาได้จริงในสนาม
ไม่ใช่แค่ชลอตเตอร์เบ็คเท่านั้นที่ “เชื่อ” จูเลียน บรันด์ท ก็สะท้อนบรรยากาศในทีมว่าไม่มีใครในห้องแต่งตัวที่เลิกเชื่อว่าพวกเขาทำได้ เพราะฤดูกาลนี้ดอร์ทมุนด์ยิงท้ายเกมได้บ่อยจนกลายเป็น DNA ใหม่ไปแล้ว

โควัชคุมโทน แต่ประสบการณ์ไล่แต้มของเขาไม่ธรรมดา
ขณะที่นักเตะปลุกไฟกันเต็มที่ นิโก้ โควัช เลือกคุมอารมณ์และลดกระแส โดยย้ำว่ามอง “กระจกหลัง” มากกว่า คือโฟกัสทีมที่ไล่มาด้านหลัง ไม่ใช่มัวแต่ฝันถึงข้างหน้า แต่ถ้ามองที่ประวัติ โควัชคือโค้ชที่เคย “ไล่แต้ม” สำเร็จมาแล้วในลีกนี้
- ฤดูกาลก่อน เขาพาทีมไต่แรงช่วงท้าย จนไล่จี้พื้นที่แชมเปียนส์ลีกกลับมาได้ในช่วง 8 นัดสุดท้ายและจบอันดับ 4 ในวันปิดฤดูกาล
- ย้อนกลับไปซีซั่น 2018/19 ตอนคุมบาเยิร์น เขาเคยไล่จากตามหลังดอร์ทมุนด์ 9 แต้มหลังผ่าน 15 นัด ก่อนพาบาเยิร์นแซงคว้าแชมป์ได้จริง
พูดง่าย ๆ โควัชอาจไม่พูดหวือหวา แต่เขา “เคยทำมาแล้ว” และดอร์ทมุนด์ก็กำลังหวังให้เขาทำได้อีกครั้ง…ในเวอร์ชันกลับด้าน
โปรแกรมชี้ชะตาใกล้เข้ามา แต่มีหลุมให้ระวัง
ไฟลุ้นแชมป์ยังไม่ดับก็จริง แต่ดอร์ทมุนด์มีโจทย์หนักรออยู่ข้างหน้า และเริ่มจากข่าวไม่ดีเล็ก ๆ คือชลอตเตอร์เบ็คจะติดโทษแบนอดช่วยทีมในเกมเหย้าพบไมนซ์ ซึ่งถือเป็นการเสียแกนรับและ “คนปลุกอารมณ์ทีม” ไปพร้อมกัน
หลังจากนั้นงานยิ่งชัน เพราะต้องไปเยือนไลป์ซิก ก่อนกลับมาเจอบาเยิร์นในเกมใหญ่ที่เหมือนนัดตัดเกรดความจริงจังของการไล่ล่า และที่แฟน ๆ เฝ้ารอสุด ๆ คือศึก Der Klassiker ที่จะลงเล่นกันในนัดที่ 24 ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นเกมกำหนดทิศทางฤดูกาลได้เลย

สรุป
ดอร์ทมุนด์กำลังทำในสิ่งที่ทีมลุ้นแชมป์ต้องทำให้ได้ นั่นคือ “ชนะให้เป็น” โดยเฉพาะเกมที่ต้องกัดฟันช่วงท้าย จากทีมที่เคยหลุดแต้มปลายเกม วันนี้พวกเขากลายเป็นทีมที่ปิดเกมได้ดุดันขึ้นเรื่อย ๆ ช่องว่างถูกไล่ลงมาจริง ความเชื่อในทีมเพิ่มขึ้นจริง และโปรแกรมชี้ชะตาก็กำลังเดินมาถึง ถ้าจะมีช่วงเวลาไหนที่แฟนดอร์ทมุนด์ควรเชื่อว่าเรื่องนี้ “ไม่ใช่แค่ฝัน” ก็คือตอนนี้นี่แหละ
เกล็ดความรู้
- “ทีมแชมป์” มักมีแต้มจากประตูช่วงท้ายเกมสูง เพราะความนิ่งและสภาพจิตใจสำคัญพอ ๆ กับแท็กติก
- การไล่แต้มสำเร็จในบุนเดสลีกาต้องอาศัยทั้งฟอร์มทีมตัวเองและจังหวะที่จ่าฝูงสะดุดในช่วงเดียวกัน
- เกมใหญ่ระหว่างทีมลุ้นแชมป์มักเป็น “แต้ม 6 คะแนน” ทางจิตวิทยา เพราะผลกระทบต่อโมเมนตัมและความเชื่อมั่นสูงมาก
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล…อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM