ภาพรวมเกมที่เบร์นาเบว: ชนะสวย แต่ยังมีจุดให้ขยี้ต่อ

คืนที่ซานติอาโก เบร์นาเบว เรอัล มาดริด เดินหน้าคว้าชัยแบบไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ เปิดบ้านอัด เรอัล โซเซียดาด 4-1 เก็บชัยชนะในลีกเป็นเกมที่ 8 ติดต่อกัน โทนเกมชัดมากคือ “มั่นใจเกินเบอร์” โดยเฉพาะเมื่อทีมได้สองประตูจาก จุดโทษ ของ วินิซิอุส จูเนียร์ บวกกับสกอร์จากเฟเด้ บัลเบร์เด้ และกอนซาโล การ์เซีย ขณะที่ฝั่งทีมเยือนก็มีทีเด็ดจากจุดโทษของมิเกล โอยาร์ซาบัล หลังแนวรับมาดริดพลาดเสียฟาวล์แบบไม่จำเป็น

แม้สกอร์จะขาด แต่ถ้ามองให้ลึก เกมนี้ไม่ใช่ “นิ่ม” แบบที่หลายคนคิด โซเซียดาดยังสร้างปัญหาได้พอสมควร ถึงขั้นมีค่า xG 1.67 ตามที่บทวิเคราะห์ชี้ไว้ เพียงแต่มาดริดคมกว่าและนิ่งกว่าในจังหวะตัดสินใจ นี่แหละความต่างของทีมที่กำลังติดเครื่องใน ลาลีกา

3 คำตอบจากเกมนี้: สิ่งที่ชัดแบบไม่ต้องเดา

เอ็มบัปเป้จะลงไหม: คำตอบคือ “ไม่จำเป็น”

ประเด็นก่อนเกมที่คนจับตาคือ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ฟิตพอไหม เพราะมีอาการเข่ารบกวนและไม่ได้ซ้อมเต็มช่วงปลายสัปดาห์ แม้โค้ชจะบอกว่าเจ้าตัวพร้อมและมีชื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ออกสตาร์ท และกลายเป็นการ “พักแบบมีเหตุผล” เพราะกลางสัปดาห์ยังมีโปรแกรมยูซีแอลบุกลิสบอนเจอเบนฟิก้า

ที่เด็ดคือเพื่อนร่วมทีมช่วยกันยกเกมรุกขึ้นมาแบกแทน โดยวินิซิอุสกับกอนซาโล การ์เซีย “รับบทพระเอก” จนทีมไม่ต้องเสี่ยงใช้งานเอ็มบัปเป้เลยแม้แต่นิดเดียว

ใครยืนแบ็กขวา: เทรนต์เปิดคันเร่ง แล้วคาร์บาฆาลมาปิดงาน

อีกคำตอบที่ชัดคือการเลือกตัวแบ็กขวา เกมก่อนหน้ามีเซอร์ไพรส์ส่งดาวรุ่งลง แต่เกมนี้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้สตาร์ทและโชว์ของทันทีจากครอสคมกริบให้กอนซาโล การ์เซียยิงนำตั้งแต่ต้นเกม ก่อนถูกเปลี่ยนออกช่วงชั่วโมงแรกเพื่อเปิดทางให้ดานี คาร์บาฆาลลงมาเพิ่มความแน่น และถือเป็นช่วงเวลาลงสนามยาวที่สุดของคาร์บาฆาลนับตั้งแต่เดือนกันยายนด้วย

โซเซียดาดจะเป็นโจทย์ยากไหม: ยากจริง แต่โดนมาดริด “ข่มด้วยความมั่นใจ”

บทวิเคราะห์ชี้ไว้ชัดว่าโซเซียดาดไม่ได้มาแบบทีมกลางตารางทั่วไป พวกเขากำลังมีโมเมนตัม แถมเพิ่งเล่นเกมกลางสัปดาห์ในบอลถ้วย ซึ่งแทนที่จะเป็นภาระ กลับกลายเป็นแรงส่งเรื่องความมั่นใจอีกชั้น

อย่างไรก็ตาม มาดริดแสดงให้เห็นว่าทีมที่ชนะต่อเนื่องมันเล่นต่างยังไง ต่อให้โดนกดดันเป็นช่วง ๆ ก็ไม่หลุดทรง และเมื่อได้จังหวะลงโทษก็ทำแบบไม่ปรานี นี่คือภาพรวมที่ทำให้สกอร์ออกมาขาดทั้งที่เกมไม่ได้ง่าย

3 คำถามหลังเกม: ชนะ 4-1 แต่ยังมีเรื่องให้คิดต่อ

มาดริดได้จุดโทษเยอะแค่ไหนในฤดูกาลนี้

เกมนี้ได้จุดโทษ 2 ครั้ง ทำให้ยอดรวมในลีกฤดูกาลนี้พุ่งไปที่ 13 ครั้ง ซึ่งมากกว่าใครในลีกท็อป 5 ยุโรปตามที่บทความระบุไว้ และแน่นอนว่าแฟนทีมคู่แข่งก็ต้องมีคนบ่นว่าบางจังหวะดูเบา แต่ใจความคือ “มีคอนแทกต์จริง” และวินิซิอุสก็รับหน้าที่สังหารอย่างนิ่ง จบข้อครหาที่บางคนเคยกังขาเรื่องความคมเวลาอยู่บนจุด 12 หลา

เมื่อไหร่จะคลีนชีตติดกันอีกสักที

นี่คือคำถามที่แทงใจดำ เพราะต่อให้ยิงกระจายแค่ไหน แต่เกมรับยังมีหลุดให้เห็น มาดริดทำคลีนชีตต่อเนื่องไม่ได้มาแล้ว 20 นัดทุกรายการ นับย้อนไปถึงช่วงเดือนตุลาคม และเกมนี้ก็พลาดเสียจุดโทษจากจังหวะฟาวล์แบบ “ไม่คุ้มเสีย” ของดีน ฮุยเซ่น ส่งผลให้ทีมยังปล่อยให้คู่แข่งได้ประตู ทั้งที่โซเซียดาดยิงเข้ากรอบไม่เยอะและแทบไม่ได้ทดสอบกูร์กตัวส์หนัก ๆ ด้วยซ้ำ

การ์เซียเข้ากับเอ็มบัปเป้ได้จริงไหม

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือกอนซาโล การ์เซีย เวลาได้ยืนหน้าเป้าเหมือนจะ “เด่นทุกที” แต่พอเล่นคู่เอ็มบัปเป้กลับมักถูกดันออกไปริมเส้นจนบทบาทหาย บทความย้ำว่าเจ้าตัวทำไป 10 ประตูจาก 8 เกม (ทุกรายการ) ซึ่งเป็นเกมที่เอ็มบัปเป้ไม่ได้ออกสตาร์ททั้งหมด และในหลายเกมเอ็มบัปเป้ถึงขั้นไม่ได้ลงเลย

คำถามคือระยะยาวจะอยู่กันยังไง จะยอมเป็นตัวหมุนแบบ “โจเซลูโรล” หรือจะต้องพัฒนาวิธีเล่นให้เข้ากับดาวดังเพื่อรักษาความสำคัญในทีม เพราะบทบาทแบ็กอัพที่ฟอร์มดีเกินไป มันมักอยู่ยากเสมอในโลกฟุตบอลจริง

สรุป: ชนะต่อเนื่องแบบทีมลุ้นแชมป์ แต่ยังต้องเคลียร์ “จุดเปราะ”

ภาพใหญ่เกมนี้คือมาดริดชนะสมราคา เกมรุกมีคนแบกได้แม้ไม่มีเอ็มบัปเป้ แบ็กขวาได้มิติจากเทรนต์ และความมั่นใจของทีมอยู่ในระดับที่คู่แข่งมักโดนข่มไปเอง แต่ในอีกด้าน ความจริงที่เลี่ยงไม่ได้คือแนวรับยังมีหลุด เสียประตูจากความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น และคำถามเรื่องการจัดสมดุลเกมรุกระหว่างการ์เซียกับเอ็มบัปเป้ก็ยังคาอยู่

ถ้าต้องวัดกันยาว ๆ กับเส้นทางลุ้นแชมป์ เกมแบบนี้คือ “สามแต้มทองคำ” แต่จะให้สมบูรณ์แบบจริง ต้องทำให้ชัยชนะแบบนี้มาพร้อมความเนี๊ยบในเกมรับด้วย

เกล็ดความรู้

  • ค่า xG (Expected Goals) คือการประเมิน “โอกาสเป็นประตู” จากคุณภาพจังหวะยิง ไม่ได้ดูแค่จำนวนครั้งที่ยิง
  • การได้จุดโทษบ่อยไม่ได้แปลว่าได้เปรียบอย่างเดียว แต่อาจสะท้อนสไตล์ทีมที่พาบอลเข้าพื้นที่อันตรายจนโดนฟาวล์เป็นประจำ
  • “คลีนชีตต่อเนื่อง” มักเป็นตัวชี้วัดความนิ่งของทีมลุ้นแชมป์ เพราะช่วยให้ทีมไม่ต้องไล่ยิงทุกนัดเพื่อชนะ
  • ดาวรุ่งที่ยิงตอนตัวหลักไม่อยู่ มักเจอ “โจทย์ยากกว่าเดิม” เมื่อถึงเวลาต้องเล่นร่วมกับซูเปอร์สตาร์และปรับบทบาท

แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล…อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM