ดราม่าระอุที่ซาน ซิโร เกินกว่าแค่ผลเสมอ

เกมที่ เอซี มิลาน เสมอ โคโม่ 1-1 ที่ ซาน ซิโร ดันกลายเป็นค่ำคืนที่คนดูจำ “เสียงปะทะ” มากกว่าสกอร์ เพราะไฟมันลามจากในสนามไปถึงข้างสนาม และลากยาวเข้าห้องสัมภาษณ์แบบไม่มีใครยอมถอยกันง่ายๆ

ฉากหลังความตึง: เคยมีชนวนตั้งแต่เกมก่อนหน้า

ความสัมพันธ์ของ แม็กซ์ อัลเลกรี กับ เชสก์ ฟาเบรกาส ไม่ได้เพิ่งเดือดวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีความตึงกันมาแล้วตอนมิลานบุกชนะโคโม่ 3-1 เมื่อวันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นเกมที่ฝั่งมิลานชนะทั้งที่รูปเกม “ไม่ค่อยเป็นใจ” เท่าไหร่ พอมาเจอกันอีกรอบเลยเหมือนน้ำมันเจอไฟ

จุดแตกหัก: จังหวะชุลมุนริมเส้นและใบแดงที่ชวนคาใจ

เรื่องเริ่มจากจังหวะริมเส้นที่ฟาเบรกาสเหมือนจะเอื้อมไปดึงเสื้อหรือผลัก อเล็กซิส ซาเลอมาเกอร์ส ในจังหวะที่บอลยังเล่นอยู่ ทำให้ปีกมิลานหัวร้อนตอบโต้ทันที แล้วมันก็บานปลายเป็นการปะทะคารมกับทีมงานโคโม่ ก่อนลากไปถึงการเถียงกันเดือดกับอัลเลกรีแบบเห็นกันชัดๆ

ที่พีกคือจังหวะนี้เหมือนผู้ตัดสิน/ทีมงานไม่ทันเห็น “ต้นเหตุแรก” แต่สุดท้ายกลายเป็นใบแดงไปตกที่อัลเลกรีกับสตาฟฟ์โคโม่แทน งานนี้ฝั่งมิลานก็มีสิทธิ์คิดได้เลยว่า “แล้วที่เริ่มก่อนล่ะ?”

โควตคำพูดเดือด

“in that case next time I see someone run past me, I’ll just go into a sliding tackle.”
“งั้นครั้งหน้าถ้าเห็นใครวิ่งผ่านผม ผมจะพุ่งเสียบสไลด์เลยละกัน”

“I apologise, it was just a little touch and Allegri’s response was exaggerated, but I admit I shouldn’t have done it,”
“ผมขอโทษ มันเป็นแค่การแตะนิดเดียว และปฏิกิริยาของอัลเลกรีมันเกินไป แต่ผมยอมรับว่าผมไม่ควรทำ”

“It was unsporting behaviour, as Cristian Chivu said the other day, we’ve got to keep our hands to ourselves, especially if you are a coach.”
“มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นสปอร์ต ตามที่คริสเตียน คิวูพูดไว้วันก่อน เราต้องห้ามมือห้ามไม้ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นโค้ช”

“I would’ve got angry too, so I can only apologise and say I hope it never happens again in my career.”
“ผมเองก็คงโกรธเหมือนกัน ดังนั้นผมทำได้แค่ขอโทษ และหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกในอาชีพของผม”

หลังเกมยังไม่จบ: เจอกันในทางเดินก็ยังมีคำต่อคำ

ถึงฟาเบรกาสจะออกมาขอโทษแบบตรงๆ ในบทสัมภาษณ์และห้องแถลงข่าว แต่รายงานระบุว่าทั้งคู่ยังมีจังหวะสวนกันต่อ “นอกกล้อง” ตอนเดินสวนกันก่อนอัลเลกรีเข้าไปให้สัมภาษณ์ เหมือนเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่หัวร้อนชั่ววูบ แต่มีกำแพงความรู้สึกตั้งอยู่จริง

สรุปประเด็นสำคัญที่แฟนบอลต้องรู้

เกมนี้ไม่ได้ทิ้งแค่ผลเสมอไว้บนกระดาน แต่มันทิ้งคำถามเรื่องมาตรฐานการคุมอารมณ์และภาพลักษณ์ข้างสนามไว้ด้วย—เพราะพอโค้ช “เผลอมือ” หนึ่งครั้ง มันลากทั้งทีมให้เข้าโหมดดราม่าได้ทันที และต่อให้ขอโทษแล้ว ความบาดหมางก็ไม่ได้หายตามคำพูดง่ายๆ

สรุป

เหตุการณ์ข้างสนามแบบนี้มักส่งผลทางอ้อมกับเกมถัดไปมากกว่าที่คิด เพราะนอกจากความเสี่ยงเรื่องโทษแบน/บทลงโทษแล้ว ยังทำให้ทีมเสียสมาธิและเสียจังหวะการสื่อสารระหว่างสตาฟฟ์กับนักเตะได้ทันที โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่ความกดดันสูง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : มารยาทข้างสนามของโค้ช

  • โค้ชและสตาฟฟ์ “ห้ามแตะต้องผู้เล่น” ระหว่างเกม เพราะอาจถูกตีความเป็นการรบกวนการเล่นหรือยั่วยุให้เกิดความวุ่นวาย
  • ใบแดงของโค้ชมักกระทบการแก้เกมทันที โดยเฉพาะการสั่งการแท็กติกแบบเรียลไทม์ริมเส้น
  • เหตุชุลมุนริมเส้นมักบานปลายเร็ว เพราะเป็นจุดที่ผู้เล่นสำรอง สตาฟฟ์ และอารมณ์เกมไหลมารวมกัน

แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะเดือดๆ ของโลกฟุตบอลแบบถึงเครื่อง อย่าลืมติดตามข่าวเข้มๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM