ประเด็นร้อนที่ทำให้ไฟลามถึงจีน

เรื่องมันเริ่มจากแนวรับวัย 20 ปี “ดีน ฮุยเซ่น” ที่ไปรีโพสต์ภาพมีข้อความเชิงล้อเลียนชาวเอเชีย/จีนบนโซเชียล จนเกิดกระแสไม่พอใจในโลกออนไลน์ฝั่งจีนและเอเชียอย่างหนัก

โพสต์อะไรถึงโดนมองว่าเหยียด

ตามรายงาน ระบุว่าภาพที่ถูกรีโพสต์มีคำบรรยายแนวเหยียด/ล้อเลียนรูปลักษณ์ชาวเอเชีย ทำให้หลายคนมองว่าเป็น “มีมเหยียดเชื้อชาติ” และเป็นชนวนให้เกิดกระแสตีกลับทันที

ราชันชุดขาวออกแถลงขอโทษผ่าน Weibo (แทนเจ้าตัว)

ฝั่งสโมสรเลือกออกข้อความ “ขอโทษ” ผ่านบัญชี Weibo (แพลตฟอร์มหลักของจีน) โดยเป็นการสื่อสาร “ในนามของนักเตะ” ขณะที่ตัวนักเตะยังไม่ได้ออกมาชี้แจงด้วยตัวเองผ่านช่องทางส่วนตัว

“I sincerely apologise to my Chinese friends. I previously forwarded content that included offensive messages unintentionally. It was entirely unintentional, and I regret any distress caused.”
แปลไทย: “ผมขอโทษเพื่อนชาวจีนของผมอย่างจริงใจ ก่อนหน้านี้ผมได้ส่งต่อเนื้อหาที่มีข้อความไม่เหมาะสมโดยไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้เจตนา และผมเสียใจที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ”

ทำไมหลายคนยังไม่จบ แม้มีคำขอโทษแล้ว

จุดที่ทำให้เรื่องยังคุกรุ่น คือคำขอโทษนี้ “ไปลงเฉพาะ Weibo” ในขณะที่ช่องทางโซเชียลหลักอื่น ๆ ของสโมสรยังไม่ลงข้อความเดียวกัน และตัวนักเตะก็ยังไม่พูดถึงประเด็นนี้บนบัญชีส่วนตัว
พูดง่าย ๆ คือมันเหมือนขอโทษแบบ “จำกัดวง” และในโลกโซเชียลยุคนี้ จำกัดวงเมื่อไหร่ ก็เท่ากับเปิดช่องให้คนตีความว่าไม่จริงใจเมื่อนั้น

จังหวะยิ่งพัง: ชนช่วงที่เรอัล มาดริดกำลังยืนหยัดต้านการเหยียดผิว

เรื่องนี้ดันเกิดในช่วงไล่เลี่ยกันกับเกมที่มีการใช้มาตรการ/กระบวนการต่อต้านการเหยียดผิว จากกรณีถูกกล่าวหาเรื่องคำพูดเหยียดใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ ในเกมกับเบนฟิก้า และต่อมามีข่าวว่า UEFA สั่งพักงานนักเตะที่ถูกกล่าวหาแบบชั่วคราว 1 นัดระหว่างสอบสวน
ภาพรวมเลยออกมาเป็น “พีอาร์สวนหมัดตัวเอง” เพราะข้างหนึ่งสโมสรพยายามส่งสารเรื่องต่อต้านการเหยียด แต่ข้างหนึ่งกลับต้องมาขอโทษแทนนักเตะจากพฤติกรรมบนโซเชียล

สรุป

นี่คือเคสตัวอย่างของฟุตบอลยุคใหม่ที่ “เรื่องในสนาม” ยังไม่แรงเท่า “เรื่องนอกสนามบนโซเชียล” โพสต์เดียวทำให้สโมสรระดับโลกต้องออกมารับจบ แถมยังไปกระทบตลาดแฟนบอลต่างประเทศแบบตรง ๆ และถ้าจะแก้ให้จบจริง ไม่ใช่แค่ขอโทษ—แต่ต้องสื่อสารให้ชัดว่าเรียนรู้อะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำยังไง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : วิกฤตโซเชียลของนักฟุตบอล

  • โพสต์/รีโพสต์ที่กระทบ “ภาพลักษณ์ชาติพันธุ์” มักลุกลามไว เพราะคนตีความว่าเป็นการเหยียดมากกว่า “มุก”
  • คำขอโทษที่สื่อสารแค่วงเดียว มักถูกมองว่า “ขอโทษเพื่อให้เงียบ” ไม่ใช่ “ขอโทษเพื่อรับผิดชอบ”
  • สโมสรใหญ่ ๆ เริ่มจริงจังกับการอบรมการใช้โซเชียล เพราะความเสียหายทางแบรนด์เกิดได้ในไม่กี่นาที

แฟนบอลที่ไม่อยากพลาดทุกประเด็นเดือดทั้งในสนามและนอกสนาม อย่าลืมติดตามข่าวเข้ม ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM