อินเตอร์โดนก่อน แต่ไม่ยอมตายง่ายๆ
ค่ำคืนที่สตาดิโอ ซินิกาญ่า กลายเป็นเกมที่พิสูจน์หัวใจของ อินเตอร์ มิลาน แบบเต็มข้อ เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายตามหลังโคโม่ถึง 0-2 จากประตูของ อเล็กซ์ วาเย่ และ นิโก ปาซ แต่สุดท้ายยังพลิกกลับมาคว้าชัย 4-3 ได้อย่างดุดันจากการเหมาคนละสองประตูของ มาร์คุส ตูราม และ เดนเซล ดุมฟรีส์ ก่อนจะประคองตัวรอดจากแรงกดดันช่วงท้ายเกม หลัง ลูคัส ดา คุนญ่า ยิงจุดโทษไล่มาเป็น 3-4 สำเร็จ
เกมนี้ไม่ใช่แค่สามแต้มธรรมดา แต่เป็นแมตช์ที่ตอกย้ำชัดเจนว่า อินเตอร์ยังแข็งแกร่งพอสำหรับเส้นทาง สคูเด็ตโต้ และยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาทำได้ในวันที่รูปเกมครึ่งแรกไม่เป็นใจเลยแม้แต่น้อย
ชิวูยอมรับครึ่งแรกเจองานหนัก แต่ชมทีมโตขึ้นอย่างชัดเจน
คริสเตียน ชิวู กุนซือของงูใหญ่ยอมรับตรงๆ ว่าทีมของเขาเจอปัญหาไม่น้อยในช่วงต้นเกม เพราะโคโม่เล่นด้วยความเร็ว การเพรสซิ่ง และความเข้มข้นที่สร้างปัญหาให้แนวรับอินเตอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าตัวกล่าวว่า
“เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะไม่ใช่งานง่าย เราต้องเจอกับทีมที่กำลังต่อสู้เพื่อเป้าหมายสำคัญบางอย่าง และพวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็นในครึ่งแรกด้วยความคล่องตัว ความเร็ว การเพรสซิ่ง และความเข้มข้น”
“เราเจอความลำบากและตกเป็นรอง 0-2 แต่พอเราได้ประตูไล่ขึ้นมา มันก็เติมความมั่นใจให้ทีม พอกลับมาเล่นครึ่งหลัง เราเร่งเกมขึ้นอีกระดับ แสดงคาแรกเตอร์ของทีมออกมา และพลิกสถานการณ์ได้ แม้มันจะไม่ง่ายเลยก็ตาม”
คำพูดนี้สะท้อนชัดว่า อินเตอร์ชุดนี้ไม่ได้ชนะเพราะคุณภาพนักเตะล้วนๆ แต่ชนะเพราะพวกเขารู้จักรับมือกับช่วงเวลาที่ยากที่สุดของเกม และนี่คือสิ่งที่ทีมลุ้นแชมป์ต้องมี

อาวุธลูกตั้งเตะของอินเตอร์ยังเฉียบคมเหมือนเดิม
อีกหนึ่งประเด็นที่ชิวูพูดถึงอย่างน่าสนใจคือการเตรียมทีมเรื่องลูกตั้งเตะ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของอินเตอร์ตลอดฤดูกาลนี้ โดยเขายืนยันว่าทีมซ้อมจุดนี้อย่างจริงจังก่อนลงสนาม และมันก็ให้ผลตอบแทนแบบคุ้มค่า
“เช้าวันนี้เราซ้อมกันเรื่องลูกตั้งเตะอย่างเดียว เพราะเรารู้อยู่แล้วว่านี่จะเป็นหนึ่งในโอกาสดีในการทำประตูที่นี่”
“มันเป็นผลจากการทำงานหนักของทีมงานและนักเตะที่ทำให้เราอันตรายในสถานการณ์แบบนี้ เรามีนักเตะที่เปิดลูกนิ่งได้ดี และมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งในลูกกลางอากาศ มันคงน่าเสียดายถ้าเราไม่ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ให้เต็มที่”
จุดนี้ยิ่งตอกย้ำว่า อินเตอร์ของชิวูไม่ได้มีดีแค่เกมเปิดหน้าแลก แต่ยังมีความละเอียดในการเตรียมแท็กติก และรู้ว่าควรใช้จุดแข็งตรงไหนบดคู่แข่งให้เจ็บที่สุด
ชัยชนะแห่งวุฒิภาวะ และสัญญาณแชมป์ที่ชัดขึ้นทุกที
หลังเกม ชิวูใช้คำว่า “ชัยชนะแห่งความเป็นผู้ใหญ่” เพื่ออธิบายผลงานของทีม ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วหนักแน่นมาก เพราะมันหมายถึงการอ่านจังหวะเกมออก รู้ว่าควรนิ่งตอนไหน เร่งตอนไหน และไม่ปล่อยให้อารมณ์พาทีมพังในวันที่โดนหมัดหนักก่อน
“นี่คือชัยชนะแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเราเข้าใจช่วงเวลาต่างๆ ของเกม”
“เมื่อเหลืออีกเจ็ดนัด เราต้องยกระดับความทะเยอทะยานของตัวเอง และต้องเข้าใจว่าการลงไปในสนามเพื่อขยายช่องว่างจากอันดับสองนั้นสำคัญแค่ไหน”
“เราประหลาดใจกับความเข้มข้นของโคโม่ในครึ่งแรก แต่เราตอบสนองกลับไปแบบทีมที่มีวุฒิภาวะ”
ยิ่งเมื่อผลอีกคู่เข้าทาง หลังนาโปลีทำได้เพียงเสมอปาร์ม่า 1-1 และมิลานแพ้อูดิเนเซ่ ทำให้อินเตอร์ขยับนำจ่าฝูงห่าง 9 คะแนน ขณะที่เหลืออีก 6 นัดให้เล่น สถานการณ์แบบนี้ต่อให้ยังไม่พูดคำว่าแชมป์ออกมาตรงๆ ทุกคนก็รู้แล้วว่าปลายทางมันเริ่มชัดขึ้นทุกที

ประโยคเหน็บคู่แข่งของชิวู ที่ฟังแล้วมีสะดุ้ง
แม้สถานการณ์บนตารางจะเป็นใจเต็มที่ แต่ชิวูก็ยังเลือกตอบเรื่องโอกาสคว้าแชมป์แบบมีชั้นเชิง พร้อมแอบส่งลูกเหน็บไปถึง อันโตนิโอ คอนเต้ และ มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี แบบนิ่มๆ แต่คมพอให้คนฟังสะดุ้ง
“ผมก็จะพูดเหมือนเพื่อนร่วมอาชีพบางคนที่พูดถึงแค่การคว้าตั๋วแชมเปียนส์ลีกก็แล้วกัน และผมจะบอกว่าเราดีใจที่เข้าใกล้เป้าหมายนั้นมากขึ้น แต่ในทางคณิตศาสตร์ เรายังไม่ถึงจุดนั้น”
นี่คือประโยคที่เรียบๆ แต่แสบใช้ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่การถ่อมตัว แต่เป็นการสะกิดคู่แข่งกลายๆ ว่า อินเตอร์กำลังอยู่ในจุดที่เหนือกว่าจนสามารถเล่นกับเกมจิตวิทยาได้แล้ว
ดุมฟรีส์กลับมาแล้ว อินเตอร์ก็กลับมาเต็มอาวุธ
อีกคนที่ได้รับคำชมจากชิวูเต็มๆ คือ เดนเซล ดุมฟรีส์ ซึ่งยิงสองประตูในเกมนี้และแสดงให้เห็นทันทีว่าการกลับมาของเขาเพิ่มมิติให้เกมรุกของอินเตอร์มากแค่ไหน โดยเฉพาะการโจมตีพื้นที่ว่างและการเข้าทำในกรอบเขตโทษ
“เราคิดถึงเขาแน่นอน เพราะเมื่อมีเขาอยู่ในทีม เราจะมีทางเลือกที่ต่างออกไปในการโจมตีพื้นที่ รวมถึงลูกตั้งเตะด้วย”
“หลุยส์ เอ็นรีเก้อาจเก็บบอลได้ดีกว่า แต่เดนเซลมีพละกำลังมากกว่า เขาเป็นตัวอันตรายในเขตโทษ และรู้จังหวะวิ่งเข้าหาเสาสองได้ดี อย่างที่เราเห็นกันในวันนี้”
ในวันที่ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยังไม่พร้อมลงเล่นเต็มรูปแบบ แต่ขอมานั่งข้างสนามเพื่ออยู่เคียงข้างเพื่อนร่วมทีม อินเตอร์ก็ยังเดินหน้าทำประตูต่อเนื่องจนยอดรวมแตะ 102 ลูกจาก 46 นัดรวมทุกรายการ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่มันสะท้อนว่าทีมนี้มีความหลากหลายในการเข้าทำมากพอจะปิดเกมได้จากหลายทาง

สรุป
อินเตอร์อาจเริ่มเกมแบบสั่นคลอน แต่พวกเขาจบเกมด้วยภาพของทีมใหญ่ที่ไม่ยอมล้มง่ายๆ ชัยชนะเหนือโคโม่ 4-3 จึงไม่ใช่แค่ผลการแข่งขันที่เร้าใจ แต่คือคำประกาศอย่างชัดเจนว่า เส้นทางลุ้นแชมป์เซเรียอาของพวกเขากำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแบบได้เปรียบเต็มตัว และถ้าคู่แข่งยังพลาดแบบนี้ต่อไป งูใหญ่ก็คงไม่ปล่อยถ้วย เซเรีย อา หลุดมือแน่นอน
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ อินเตอร์ กับเกมคัมแบ็ก
- การพลิกชนะทั้งที่ตามหลัง 0-2 คือหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของทีมลุ้นแชมป์ เพราะสะท้อนทั้งสภาพจิตใจและคุณภาพแท็กติกระหว่างเกม
- ลูกตั้งเตะยังเป็นอาวุธสำคัญของทีมระดับสูงในฟุตบอลยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเจอคู่แข่งที่รับลึกและบีบพื้นที่แน่น
- ผู้เล่นสไตล์วิงแบ็กอย่างดุมฟรีส์มีบทบาทมากกว่าการเติมเกมริมเส้น เพราะยังเป็นตัวจบสกอร์และตัวเปลี่ยนจังหวะในเขตโทษได้ด้วย
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอลแบบเข้มข้น คมชัด และอ่านสนุกทุกบรรทัด อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM