บทลงโทษที่ออกมาชัดเจน
วงการ ไทยลีก 3 มีประเด็นร้อนขึ้นมาทันที หลังมีการเปิดเผยบทลงโทษของ ขจรศักดิ์ ชูจิตร อดีตนักเตะของ พิจิตร ยูไนเต็ด 2025 จากเหตุการณ์เล่นรุนแรงใส่คู่แข่งในเกมที่พบกับ อุตรดิตถ์ เอฟซี โดยบทสรุปคือเจ้าตัวถูกสั่งพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนาม 4 นัด พร้อมปรับเงิน 10,000 บาท จากความผิดฐานทำร้ายร่างกายคู่แข่งขันภายในเกมเดียวกันอย่างชัดเจน
ชนวนเดือดช่วงท้ายเกม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในศึกบีวายดี ดอลฟิน ลีกสาม นัดระหว่าง พิจิตร ยูไนเต็ด 2025 พบ อุตรดิตถ์ เอฟซี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และจุดแตกหักเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 84 เมื่อ วสันต์ มาลา ของอุตรดิตถ์ เอฟซี ครองบอลอยู่แถวริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนจะถูกผู้เล่นพิจิตรเข้ามาเบียดจากด้านหลังจนล้มลง แต่จังหวะแรกนั้นผู้ตัดสินยังไม่มีการลงโทษใด ๆ
หลังจากนั้นสถานการณ์ยิ่งบานปลาย เมื่อ ขจรศักดิ์ ชูจิตร เข้าไปใช้เท้าเหยียบบริเวณสะโพกของวสันต์ที่นอนอยู่ ก่อนจังหวะปะทะจะต่อเนื่องไปอีกฝั่ง และมีเหตุที่ โตชิโอะ ยอดทอง ของอุตรดิตถ์ เอฟซี ถูก ไมเคิล อารินเซ่ อานูโนบี ใช้มือบีบและผลักบริเวณลำคอ จนผู้ตัดสินตัดสินใจชูใบแดงไล่ออกจากสนามทันที กลายเป็นจังหวะที่ทำให้ผู้เล่นทั้งสองทีมกรูเข้าหากันจนเกิดความชุลมุนในสนาม
ยังไม่จบ แถมมีจังหวะซ้ำในช่วงทดเวลา
เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 90+10 ขจรศักดิ์ ยังมีจังหวะใช้เท้าหลังกระโดดดีดใส่ อนุวัฒน์ พิกุลศรี ของอุตรดิตถ์ เอฟซี จนล้มลงอีกครั้ง แม้ในจังหวะดังกล่าวผู้ตัดสินจะไม่ได้แสดงใบเหลืองหรือใบแดงเพิ่มเติม แต่ภาพรวมของพฤติกรรมทั้งหมดถูกนำเข้าสู่การพิจารณาหลังจบเกมอย่างละเอียด
คณะกรรมการวินัยชี้ชัด พฤติกรรมซ้ำซากในเกมเดียว
หลังตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมด คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท มีมติลงโทษขจรศักดิ์ในข้อหาทำร้ายร่างกายคู่แข่งขัน และมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมผิดซ้ำซากภายในเกมเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมอาชีพ นี่จึงไม่ใช่แค่จังหวะปะทะธรรมดาในเกมฟุตบอล แต่เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายรุนแรงเกินขอบเขตการแข่งขันอย่างชัดเจน

โทษตามระเบียบ และเหตุผลที่ค่าปรับเหลือ 10,000 บาท
บทลงโทษอ้างอิงตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 1.12 (1) ซึ่งระบุว่า หากเป็นการทำร้ายร่างกายที่ยังไม่ถึงกับก่ออันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้ถูกทำร้าย ผู้กระทำมีสิทธิ์ถูกพักการแข่งขันและห้ามเข้าสนาม 2 ถึง 4 นัด พร้อมปรับเงิน 20,000 ถึง 40,000 บาท
ในกรณีนี้ ขจรศักดิ์ถูกลงโทษในกรอบสูงสุดคือแบน 4 นัด และปรับ 40,000 บาท แต่เนื่องจากรายการที่เกิดเหตุเป็นฟุตบอล ไทยลีก 3 ค่าปรับจึงถูกลดเหลือหนึ่งในสี่ของโทษมาตรฐาน ทำให้ตัวเลขสุดท้ายจบที่ 10,000 บาท ถือเป็นบทลงโทษที่ส่งสัญญาณชัดว่าเกมเดือดได้ แต่การเล่นนอกเกมและทำร้ายคู่แข่งจะไม่มีทางผ่านไปแบบเงียบ ๆ
มุมมองต่อผลกระทบในสนาม
เหตุการณ์แบบนี้ไม่เพียงกระทบต่อชื่อเสียงของนักเตะคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ของทีมและการแข่งขันทั้งลีกด้วย เพราะเมื่อเกมฟุตบอลหลุดออกจากการปะทะเชิงแท็กติกไปสู่การใช้ความรุนแรงโดยตรง สิ่งที่เสียหายที่สุดไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือมาตรฐานความเป็นมืออาชีพของทั้งระบบ
สำหรับพิจิตร ยูไนเต็ด 2025 การเสียผู้เล่นจากโทษแบน 4 นัด ย่อมส่งผลต่อการจัดทีมโดยตรง ส่วนในมุมของลีก คดีนี้ก็เป็นเหมือนตัวอย่างชัดเจนว่า ทุกจังหวะในสนามสามารถถูกย้อนกลับมาพิจารณาได้ แม้ผู้ตัดสินจะไม่ลงโทษครบทุกช็อตในเวลาการแข่งขันก็ตาม
สรุป
บทลงโทษของ ขจรศักดิ์ ชูจิตร ครั้งนี้ สะท้อนชัดว่าฟุตบอลอาชีพไม่เปิดพื้นที่ให้กับพฤติกรรมรุนแรงเกินเกม ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเหยียบคู่แข่งหรือการเข้าทำซ้ำในช่วงท้ายเกมก็ตาม และเมื่อคณะกรรมการวินัยลงดาบเต็มกรอบสูงสุดในเคสนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าความดุเดือดในสนามต้องมีขอบเขต ไม่เช่นนั้นราคาที่ต้องจ่ายอาจหนักกว่าที่คิด
เกร็ดหน้ารู้เกี่ยวกับ : บทลงโทษทางวินัยในฟุตบอลไทย
- ระเบียบลงโทษกรณีทำร้ายร่างกายคู่แข่ง มีการแบ่งระดับตามความรุนแรงของผลกระทบ ตั้งแต่โทษแบน 2 นัด ไปจนถึงตลอดชีวิตในกรณีร้ายแรงที่สุด
- หากการกระทำสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การแข่งขัน องค์คณะตุลาการสามารถพิจารณาเพิ่มโทษได้ตามระเบียบ
- ในบางรายการอย่างไทยลีก 3 ค่าปรับอาจถูกปรับลดจากโทษมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ของรายการแข่งขัน
ขอบคุณรูปภาพจาก Thai League 3
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอลไทยและข่าวร้อนในสนามแบบเข้มข้นต่อเนื่อง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่ ฟุตบอลไทย GOALSIAM