คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้ากัปตันทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริด เปิดมุมมองตรงไปตรงมาถึงกระแสมีมไวรัลที่นำใบหน้าของเขาไปตัดต่อบนร่างอดีตผู้นำเผด็จการ ยอมรับว่าบางภาพอาจมีเจตนาเพียงสร้างเสียงหัวเราะ แต่เตือนว่าการหยิบตัวละครทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียของผู้คนจำนวนมหาศาลมาล้อเล่น เป็นเรื่องที่ควรคิดให้รอบด้านกว่านี้

มีม AI เปรียบเอ็มบัปเป้เป็นเผด็จการกลายเป็นกระแส

กระแสดังกล่าวเกิดจากภาพที่สร้างและตัดต่อด้วย เทคโนโลยี AI ก่อนถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยแฟนบอลบางส่วนต้องการสื่อถึงอิทธิพลและบทบาทของดาวยิงฝรั่งเศสที่มีต่อการแข่งขัน รวมถึงภาพจำว่าเจ้าตัวมีอำนาจหรืออิทธิพลอย่างมากภายในทีม

กระแสยิ่งถูกพูดถึงในช่วงฟุตบอลโลก 2026 เมื่อมีภาพล้อเลียนเอ็มบัปเป้ในชุดทหาร นั่งบนบัลลังก์ หรือถูกนำไปจัดวางร่วมกับผู้นำที่มีประวัติขัดแย้งรุนแรง ยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างมุกฟุตบอลกับประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ถูกตั้งคำถามมากขึ้น

เอ็มบัปเป้เข้าใจมุก แต่ย้ำว่าบางเรื่องไม่ควรถูกทำให้เบาลง

ในการให้สัมภาษณ์กับ ฟรองซ์ ฟุตบอล เจ้าตัวยอมรับว่าเข้าใจความตั้งใจของคนที่สร้างมีมบางส่วน เพราะอาจทำด้วยความสนุกและไม่มีเจตนาร้าย แต่สิ่งที่เขาไม่สบายใจคือการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง การเสียชีวิต และความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมหาศาล

“มันมีมุมที่ตลก เพราะคุณสัมผัสได้ว่าสำหรับบางคน มันเป็นเรื่องที่ทำด้วยความหวังดี”

“แต่ก็มีอีกด้านที่ตลกน้อยลง เพราะเรารู้ว่าคนเหล่านั้นสร้างความเสียหายเอาไว้มากแค่ไหนตลอดประวัติศาสตร์”

“การถูกเปรียบเทียบกับคนที่ฆ่าผู้อื่น หรือคนที่ทำให้ผู้คนนับล้านต้องทุกข์ทรมาน ผมไม่คิดว่าตลอดชีวิตของผมเคยทำอะไรแบบนั้น”

“ด้านหนึ่ง ผมรู้ว่าพวกเขาทำด้วยความขำขันและไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้น แต่บางครั้งมันก็สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความตระหนักทางการเมืองและมนุษยธรรมของผู้คน”

จากมุกฟุตบอล สู่คำถามเรื่องความรับผิดชอบบนโซเชียล

ประเด็นสำคัญจากคำพูดของเอ็มบัปเป้จึงไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านมีมหรืออารมณ์ขัน แต่เป็นการตั้งคำถามว่าเมื่อเนื้อหาพาดพิงถึงโศกนาฏกรรมหรือบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย การล้อเลียนเหล่านั้นอาจทำให้ความร้ายแรงของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ถูกลดทอนลงโดยไม่ตั้งใจ

สำหรับนักฟุตบอลระดับโลกอย่างเอ็มบัปเป้ ภาพเพียงภาพเดียวสามารถแพร่ไปถึงผู้ชมหลายประเทศในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และยุค AI ยิ่งทำให้การสร้างภาพเสมือนจริงทำได้ง่ายขึ้น ประเด็นเรื่องบริบทและความรับผิดชอบของผู้สร้างเนื้อหาจึงถูกจับตามากกว่าเดิม

ฉายา “ม็อบบูต” จากเดมเบเล่ เป็นอีกกรณีที่เอ็มบัปเป้มองต่างออกไป

อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถามคือฉายา “ม็อบบูต” ซึ่ง อุสมาน เดมเบเล่ เพื่อนร่วมทีมชาติฝรั่งเศส เคยใช้เรียกเอ็มบัปเป้ในช่วงฟุตบอลโลก 2026 โดยคำดังกล่าวเชื่อมโยงกับ โมบูตู เซเซ เซโก อดีตผู้นำซาอีร์ ซึ่งปกครองประเทศระหว่างปี 1965-1997 เป็นเวลามากกว่าสามทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม เอ็มบัปเป้แยกกรณีของเดมเบเล่ออกจากกระแสมีมทั่วไป เพราะมองว่าเพื่อนร่วมทีมเพียงหยิบมุกจากโลกออนไลน์มาแซวกันในฐานะคนสนิท

“อุสมาน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาเอามาจากโซเชียลมีเดีย เขาแค่ล้อเล่น”

เอ็มบัปเป้ใช้สถานะซูเปอร์สตาร์ส่งสารมากกว่าปกป้องตัวเอง

ท่าทีครั้งนี้สะท้อนว่าเอ็มบัปเป้ไม่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมมีมของแฟนฟุตบอล และยังสามารถรับมุกล้อจากคนใกล้ตัวได้ แต่สิ่งที่ดาวยิงเรอัล มาดริดต้องการเน้นคือ เมื่ออารมณ์ขันแตะเรื่องความสูญเสียของมนุษย์ ผู้สร้างและผู้แชร์ควรรู้ว่ากำลังนำอะไรมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างเสียงหัวเราะ

นี่จึงเป็นอีกด้านของโลกฟุตบอลยุคดิจิทัล เมื่อเรื่องในสนามสามารถถูกขยายไปสู่ประเด็นสังคม ประวัติศาสตร์ และจริยธรรมของการใช้ AI ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : มีมฟุตบอลและเอ็มบัปเป้

  • มีมในวงการฟุตบอลมักใช้การพูดเกินจริงเพื่อสื่อถึงฟอร์มการเล่น อิทธิพล หรือบุคลิกของนักเตะ แต่บริบททางประวัติศาสตร์ยังเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง
  • โมบูตู เซเซ เซโก ปกครองประเทศที่ใช้ชื่อว่า ซาอีร์ในขณะนั้นตั้งแต่ปี 1965 ถึง 1997
  • เทคโนโลยี AI ทำให้ภาพตัดต่อสมจริงสร้างได้ง่ายและแพร่กระจายรวดเร็ว จึงยิ่งต้องระวังการใช้บุคคลหรือเหตุการณ์อ่อนไหวเป็นส่วนประกอบของเนื้อหา

ติดตามทุกประเด็นร้อนจากโลกฟุตบอล ข่าวนักเตะ และเรื่องราวนอกสนามที่กำลังถูกพูดถึงก่อนใครได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM เพราะเกมลูกหนังไม่ได้มีแค่ 90 นาทีในสนาม