เดือดทั้งในสนามและบนอัฒจันทร์! การท่าเรือ เอฟซี และ ปัตตานี เอฟซี เจอบทลงโทษทางวินัยเต็มๆ หลังแฟนบอลทั้งสองฝ่ายก่อเหตุขว้างแก้วน้ำและน้ำแข็งลงสนามระหว่างเกมไทยลีกสุดระทึกที่ทัพสิงห์เจ้าท่าเปิดบ้านเฉือนชนะ 3-2 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ก่อนคณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท สั่งปรับเงินทั้งสองสโมสรทีมละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท แม้นักเตะและเจ้าหน้าที่จะเคลียร์ปัญหากันเรียบร้อยแล้วก็ตาม

ไทยลีกลงโทษสองสโมสร หลังเหตุวุ่นท้ายเกมการท่าเรือ พบ ปัตตานี

คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท ในการประชุมครั้งที่ 7 ประจำฤดูกาล 2026/27 โดยมี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ ทำหน้าที่ประธาน พิจารณาเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยในการแข่งขันฟุตบอล บีวายดี ซีไลออน ซิกส์ ลีกหนึ่ง 2026/27 ระหว่าง การท่าเรือ เอฟซี กับ ปัตตานี เอฟซี ณ สนามแพท สเตเดียม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569

แมตช์ดังกล่าวจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน 3-2 แต่กลับมีเหตุการณ์ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม เมื่อกองเชียร์ทั้งสองฝั่งขว้างปาสิ่งของลงสนาม ส่งผลให้เรื่องดังกล่าวถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางวินัย ก่อนมีคำตัดสินปรับเงินสโมสรละ 30,000 บาท

นาที 80 จุดชนวน! แฟนเจ้าถิ่นขว้างแก้วน้ำแข็งลงเขตโทษ

ตามรายงานเหตุการณ์การแข่งขัน ระบุว่าในนาทีที่ 80 หลังการท่าเรือ เอฟซี ทำประตูที่ 3 ได้ เกิดเหตุแฟนบอลเจ้าบ้านบริเวณอัฒจันทร์ด้านหลังประตูฝั่งซ้าย โซน B ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับกองเชียร์การท่าเรือ ขว้างแก้วที่มีน้ำแข็งลงไปในสนามบริเวณกรอบเขตโทษ

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดระเบียบการแข่งขันอย่างชัดเจน เพราะไม่เพียงสร้างความวุ่นวาย แต่ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อนักฟุตบอลและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสนาม

แฟนปัตตานีเดือดตาม! นาที 81 ปาแก้วและน้ำแข็งลงสนามจำนวนมาก

สถานการณ์ยังไม่จบ เมื่อเข้าสู่นาทีที่ 81 หลังเจ้าถิ่นทำประตูขึ้นนำและนักเตะแสดงความดีใจบริเวณกลางสนาม เกิดความไม่พอใจจากกองเชียร์ ปัตตานี เอฟซี ที่อยู่บนอัฒจันทร์หลักฝั่งขวา ซึ่งจัดไว้สำหรับแฟนบอลทีมเยือน

ชนวนความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างที่ผู้เล่นการท่าเรือ เอฟซี กำลังพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ของสโมสรปัตตานี เอฟซี ก่อนกองเชียร์ทีมเยือนบางส่วนจะขว้างแก้วน้ำและน้ำแข็งลงสู่สนามเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศการแข่งขันช่วงท้ายเต็มไปด้วยความวุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นักฟุตบอลและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองสโมสรได้พูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมกล่าวขอโทษกัน ส่งผลให้สถานการณ์คลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยไม่มีรายงานเหตุบานปลายเพิ่มเติมจากเหตุการณ์ที่ถูกพิจารณาลงโทษ

ย้อนเกมเดือด! การท่าเรือ 10 คน พลิกแซงปัตตานี 3-2

ความเข้มข้นของเกมนี้ไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์บนอัฒจันทร์ เพราะการแข่งขันในสนามก็ดุเดือดไม่แพ้กัน การท่าเรือ เอฟซี ต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 28 หลัง โนโบรุ ชิมุระ ถูกใบแดง แต่ยังแสดงหัวใจนักสู้พลิกสถานการณ์กลับมาเก็บชัยชนะได้สำเร็จ

เจ้าถิ่นออกนำตั้งแต่นาทีที่ 6 จาก พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ก่อนปัตตานีจะพลิกสถานการณ์ด้วยประตูของ ฌอง-ปิแอร์ ดา ซิลวา นาทีที่ 54 และ อิกอร์ เนเวส นาทีที่ 75 ทำให้ทีมเยือนแซงนำ 2-1

อย่างไรก็ตาม สิงห์เจ้าท่าไม่ยอมแพ้ ไล่ตีเสมอ 2-2 จาก ธีรศักดิ์ เผยพิมาย นาทีที่ 79 ก่อน บรูโน โมไรรา จะสวมบทฮีโร่ซัดประตูชัยในนาทีที่ 81 พาทีมพลิกกลับมาเอาชนะ 3-2 อย่างสุดระทึก

ประตูพลิกเกมช่วงท้ายยิ่งทำให้อารมณ์ของแฟนบอลทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง ก่อนนำไปสู่เหตุการณ์ขว้างปาสิ่งของที่กลายเป็นประเด็นทางวินัยตามมา

เปิดข้อบังคับไทยลีก ขว้างสิ่งของลงสนามมีโทษปรับ 30,000-60,000 บาท

สำหรับบทลงโทษครั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท วินิจฉัยว่าทั้งสองสโมสรมีความผิดตาม ระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 4.4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำของกองเชียร์หรือบุคคลที่ขว้างปาสิ่งของเข้าไปในสนามแข่งขัน หรือกระทำต่อผู้เล่น เจ้าหน้าที่ทีม กองเชียร์ฝ่ายตรงข้าม และเจ้าหน้าที่การแข่งขัน

ข้อบังคับดังกล่าวกำหนดอัตราโทษปรับตั้งแต่ 30,000-60,000 บาท โดยคณะกรรมการมีมติลงโทษทั้งสองสโมสรในอัตราทีมละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราขั้นต่ำตามข้อบังคับดังกล่าว

  • การท่าเรือ เอฟซี ถูกปรับเงิน 30,000 บาท จากกรณีกองเชียร์เจ้าบ้านขว้างแก้วที่มีน้ำแข็งลงสนาม
  • ปัตตานี เอฟซี ถูกปรับเงิน 30,000 บาท จากกรณีกองเชียร์ทีมเยือนขว้างแก้วน้ำและน้ำแข็งลงสนาม
  • รวมบทลงโทษทั้งสองสโมสรเป็นเงิน 60,000 บาท

แม้ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายจะปรับความเข้าใจกันหลังเกิดเหตุ แต่การยุติความขัดแย้งไม่ได้ทำให้ความผิดตามระเบียบการแข่งขันสิ้นสุดลง เพราะสโมสรยังมีหน้าที่รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของกองเชียร์ในส่วนที่ข้อบังคับกำหนดไว้

สองมุมที่แฟนบอลเถียงกันได้ สโมสรควรรับผิดชอบพฤติกรรมกองเชียร์แค่ไหน?

ประเด็นนี้มีมุมให้ถกเถียงอย่างน่าสนใจ ฝ่ายหนึ่งมองว่าการลงโทษสโมสรเป็นมาตรการจำเป็น เพราะช่วยกระตุ้นให้ทุกทีมยกระดับการดูแลความปลอดภัยและควบคุมความเรียบร้อยภายในสนามอย่างจริงจัง

แต่อีกฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า สโมสรควรต้องรับภาระจากการกระทำของแฟนบอลบางกลุ่มมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่ได้สะท้อนเจตนาของกองเชียร์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการขว้างแก้วหรือวัตถุใดๆ ลงสนามไม่ใช่การแสดงออกที่ยอมรับได้ในเกมฟุตบอล เพราะอาจทำให้ผู้เล่นได้รับบาดเจ็บและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การแข่งขัน

จากอารมณ์ชั่ววูบสู่ผลกระทบ สโมสรต้องเข้มมาตรการความปลอดภัย

บทลงโทษครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเกมฟุตบอลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมสามารถเปลี่ยนจากความสนุกเป็นปัญหาทางวินัยได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่มีประตูสำคัญหรือการปะทะคารมระหว่างบุคลากรของทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่สโมสรสามารถนำไปปรับใช้ได้คือการเพิ่มความเข้มงวดบริเวณอัฒจันทร์ การประชาสัมพันธ์ข้อห้ามเกี่ยวกับการขว้างสิ่งของ ตลอดจนการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณหลังประตูและโซนที่อยู่ใกล้สนามแข่งขัน

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการป้องกันค่าปรับ แต่ยังเป็นการรักษาความปลอดภัยของนักฟุตบอล เจ้าหน้าที่ และแฟนบอลที่เดินทางมาเชียร์ทีมรักอย่างสร้างสรรค์

ถ้าเป็นสโมสรจะเลือกอย่างไร ลงโทษจริงจังหรือเร่งสร้างวัฒนธรรมเชียร์บอล?

หากมองจากมุมผู้บริหารสโมสร การรับมือกับปัญหานี้ควรเดินหน้าทั้งสองด้าน ได้แก่ การบังคับใช้กฎสนามอย่างจริงจัง และการสร้างความเข้าใจกับกลุ่มกองเชียร์อย่างต่อเนื่อง

การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจช่วยระงับเหตุเฉพาะหน้าได้ แต่การทำให้แฟนบอลตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของตัวเองจะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำในระยะยาว

เพราะท้ายที่สุด ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่ของการแข่งขัน การส่งเสียงเชียร์ และการแสดงพลังสนับสนุนสโมสร ไม่ใช่พื้นที่สำหรับระบายอารมณ์ด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่สนาม

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับกฎวินัยและความปลอดภัยในสนามฟุตบอล

  • การขว้างสิ่งของลงสนาม ถือเป็นพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่บทลงโทษทางวินัย แม้สิ่งของนั้นจะไม่ได้ทำให้ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม
  • ความรับผิดชอบของสโมสร ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผลงานในสนาม แต่ยังรวมถึงการรักษาความเรียบร้อยและพฤติกรรมของกองเชียร์ตามข้อบังคับการแข่งขัน
  • ความปลอดภัยในสนามฟุตบอล เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกฝ่าย เพราะสิ่งของที่ถูกขว้างจากอัฒจันทร์อาจสร้างอันตรายต่อนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชมที่อยู่ใกล้บริเวณเกิดเหตุ

เหตุการณ์ระหว่างการท่าเรือ เอฟซี กับ ปัตตานี เอฟซี จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าเกมจะดุเดือดหรือผลการแข่งขันจะบีบหัวใจเพียงใด ทุกฝ่ายต้องเคารพกติกาและรักษาความปลอดภัยร่วมกัน เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบทำลายบรรยากาศของเกมลูกหนัง

ติดตามข่าวฟุตบอลไทย ข่าวไทยลีก ผลการแข่งขัน และทุกประเด็นร้อนในวงการลูกหนังแบบเจาะลึก เข้มข้น และทันทุกความเคลื่อนไหวได้ที่ ฟุตบอลไทย GOALSIAM เว็บไซต์ข่าวฟุตบอลสำหรับแฟนบอลตัวจริง