จากการออกสตาร์ตสุดร้อนแรงด้วยชัยชนะ 7 นัดติดต่อกัน กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครคาดคิดสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ เอ็นโซ มาเรสก้า หลังบุกพ่าย น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 1-3 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2026 ส่งผลให้เรือใบสีฟ้าแพ้ในลีก 3 นัดรวด และถูกอาร์เซนอลจ่าฝูงทิ้งห่างออกไปถึง 6 คะแนน
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงแค่ตารางคะแนน แต่ยังเปิดแผลเกมรับที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่เสียงร้องจากแฟนเจ้าถิ่นว่า “can we play you every week?” หรือ “ขอเจอพวกคุณทุกสัปดาห์ได้ไหม?” กลายเป็นคำเย้ยหยันอันเจ็บแสบที่กุนซือชาวอิตาเลียนต้องแบกรับกลับออกจากสนามซิตี้ กราวด์
ฟอเรสต์ 3-1 แมนซิตี้ เดแลปซัดเบิ้ลลงโทษทีมเก่า
เกมที่ซิตี้ กราวด์ กลายเป็นค่ำคืนแห่งความสะใจของแฟนเจ้าป่า หลังลูกทีมของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เปิดเกมด้วยความดุดัน ไล่บีบพื้นที่จนแนวรับทีมเยือนเสียกระบวน และใช้จังหวะเปลี่ยนรับเป็นรุกเล่นงานแมนฯ ซิตี้ได้อย่างเฉียบขาด
เพียงนาทีที่ 6 ยอสโก้ กวาร์ดิโอล เสียบอลในพื้นที่อันตราย เปิดโอกาสให้ ชาอีร์ กุนญ่า ฉกบอลเข้าไปยิงผ่าน จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ส่งเจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ เลียม ดีแลป อดีตกองหน้าแมนฯ ซิตี้ จะลากบอลทะลุแนวรับและยิงประตูหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 18
ครึ่งหลังทีมเยือนเริ่มมีความหวังเมื่อ รายาน แชร์กี ซัดประตูสุดสวยในนาทีที่ 52 ไล่มาเป็น 1-2 แต่ขณะที่แมนฯ ซิตี้กำลังเร่งเครื่องหวังตีเสมอ ฟอเรสต์กลับสวนกลับอย่างเด็ดขาด และเป็นดีแลปที่ยิงประตูที่สองของตัวเองในนาทีที่ 73 ปิดบัญชีชัยชนะ 3-1 อย่างสะใจ
สรุปผู้ทำประตู
- นาทีที่ 6 ชาอีร์ กุนญ่า ยิงให้ฟอเรสต์นำ 1-0
- นาทีที่ 18 เลียม ดีแลป ยิงให้ฟอเรสต์หนีเป็น 2-0
- นาทีที่ 52 รายาน แชร์กี ยิงให้แมนฯ ซิตี้ไล่มา 2-1
- นาทีที่ 73 เลียม ดีแลป ยิงประตูที่สองของตัวเองให้ฟอเรสต์ชนะ 3-1
ผลการแข่งขันทำให้ฟอเรสต์เก็บชัยชนะเกมเหย้านัดแรกของฤดูกาล พร้อมขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 16 ส่วนแมนฯ ซิตี้ต้องกลับไปทบทวนปัญหาอย่างหนักก่อนเข้าสู่ช่วงพักเบรกทีมชาติ
มาเรสก้ายอมรับเกมรับพัง แต่ยืนยันแมนซิตี้ยังไม่ตื่นตระหนก
ภาพของมาเรสก้าที่เดินก้มหน้าริมสนามพร้อมเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง สะท้อนแรงกดดันที่กำลังถาโถมใส่กุนซือชาวอิตาเลียน หลังทีมของเขาไม่สามารถรับมือความเข้มข้นของเจ้าถิ่น โดยเฉพาะการปะทะและการแย่งบอลจังหวะสอง
มาเรสก้ากล่าวหลังจบเกมว่า
“The first half we didn’t match [Forest’s] intensity or win duels or second balls. The first thing required in these games is intensity.”
“ครึ่งแรกเราไม่สามารถสู้กับความเข้มข้นของฟอเรสต์ได้ ทั้งการดวลแย่งบอลและการเก็บบอลจังหวะสอง สิ่งแรกที่จำเป็นสำหรับเกมลักษณะนี้คือความเข้มข้นในการเล่น”
เขายังยอมรับว่าการตกเป็นรองสองประตูก่อนเริ่มตอบโต้ทำให้สถานการณ์ยากเกินไป
“We tried to react at 2-0 but it’s too late. We scored one, probably could have scored more but in transition we concede one more. No panic. We need to understand but no panic.”
“เราพยายามตอบโต้ตอนตามหลัง 2-0 แต่มันสายเกินไป เราทำได้หนึ่งประตู และอาจยิงเพิ่มได้อีก แต่ระหว่างเปลี่ยนจังหวะการเล่น เรากลับเสียเพิ่มอีกลูก ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เราต้องทำความเข้าใจปัญหา แต่ไม่ต้องตื่นตระหนก”
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดลูกทีมจึงขาดความเข้มข้นในการเล่น มาเรสก้าตอบสั้นๆ ว่า
“I need to analyse that.”
“ผมจำเป็นต้องวิเคราะห์เรื่องนี้”

แนวรับแมนซิตี้เสียศูนย์ ความผิดพลาดลุกลามทั้งระบบ
ปัญหาของแมนฯ ซิตี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่เป็นความบกพร่องของระบบเกมรับโดยรวม ตั้งแต่ระยะห่างระหว่างผู้เล่น การยืนตำแหน่งของฟูลแบ็ก ไปจนถึงการรับมือจังหวะสวนกลับ
ประตูแรกเกิดจากการเสียบอลของกวาร์ดิโอล ขณะที่ประตูที่สองมีปัญหาในการประสานงานระหว่าง อิลิมาน เอ็นดิอาย และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ส่วนประตูสุดท้าย มาเตอุส นูเนส ไม่สามารถเข้าปะทะหยุดเกมรุกของคู่แข่งได้
สตีฟ สโตน อดีตปีกน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ วิเคราะห์ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าความผิดพลาดรายบุคคล เพราะแนวรับแมนฯ ซิตี้ขาดความเป็นเอกภาพ และฟูลแบ็กยืนห่างจากกันมากเกินไป
“They have been exposed today.”
“วันนี้จุดอ่อนของพวกเขาถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน”
อดีตแข้งเจ้าป่ายังชี้ว่า ลูกทีมของกลาสเนอร์สามารถเจาะผ่านแนวรับแมนฯ ซิตี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า และแทบไม่เคยเห็นทีมเรือใบสีฟ้าเสียบอลบริเวณกลางสนามมากขนาดนี้
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเมื่อมาเรสก้าต้องเปลี่ยนทั้งกวาร์ดิโอลและ มาร์ค เกฮี ออกจากสนามในช่วงพักครึ่งเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ส่งผลให้นูเนสต้องขยับไปเล่นแบ็กขวา อับดูโกดีร์ คูซานอฟ เข้ามายืนด้านใน และ นิโก้ โอไรลีย์ รับหน้าที่ทางฝั่งซ้าย
การปรับแนวรับระหว่างเกมอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับทีมที่กำลังเสียความมั่นใจ การเปลี่ยนตำแหน่งหลายจุดพร้อมกันยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการประสานงาน
เอลเลียต แอนเดอร์สัน กับ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยังไม่ตอบโจทย์แดนกลาง
นอกจากแนวรับที่ถูกโจมตีอย่างหนัก แดนกลางแมนฯ ซิตี้ก็กลายเป็นอีกจุดที่ถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะผลงานของ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ที่กลับมาเยือนถิ่นเก่าหลังย้ายร่วมทีมเรือใบสีฟ้าด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์
แอนเดอร์สันไม่สามารถควบคุมจังหวะเกมได้อย่างที่คาดหวัง ขณะที่การจับคู่กับ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยังดูไม่ลงตัว ส่งผลให้แมนฯ ซิตี้เสียบอลในแดนกลางบ่อยครั้ง และเปิดพื้นที่ให้เจ้าถิ่นโจมตีอย่างต่อเนื่อง
เฟร์นานเดซมีโอกาสโหม่งจากระยะใกล้แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ อีกทั้งยังใช้เวลาส่วนหนึ่งของเกมโต้แย้งกับผู้ตัดสิน แซม บาร์ร็อตต์ ทำให้ผลงานของเขาถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะนักเตะเจ้าของสถิติค่าตัวสูงสุดของสโมสร
แม้อดีตมิดฟิลด์เชลซีรายนี้จะยิงประตูในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่แมนฯ ซิตี้เอาชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก เมื่อกลางสัปดาห์ แต่ผลงานดังกล่าวเป็นการมีส่วนร่วมกับประตูเพียงครั้งเดียวของเขาจาก 9 นัดหลังสุด
ช่วงพักเบรกทีมชาติจึงเป็นโอกาสสำคัญที่มาเรสก้าจะต้องหาวิธีดึงศักยภาพของเฟร์นานเดซออกมา พร้อมปรับสมดุลระหว่างการครองบอลกับการป้องกันเกมสวนกลับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แดนนี่ เมอร์ฟี่ ตั้งคำถามถึงทัศนคติและการจัดทีมของมาเรสก้า
แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล มองว่าผลงานที่ย่ำแย่ของแมนฯ ซิตี้มีสาเหตุมาจากทัศนคติของนักเตะ ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางแท็กติก โดยเฉพาะการเล่นแบบขาดความกระตือรือร้น และการเข้าสกัดที่ไม่เด็ดขาด
“I thought City’s performance was poor in terms of mentality.”
“ผมคิดว่าผลงานของซิตี้ย่ำแย่ในแง่ของสภาพจิตใจ”
เมอร์ฟี่ชี้ว่า การบุกเยือนทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้นจำเป็นต้องเตรียมรับมือแรงกดดันและความมุ่งมั่นของคู่แข่ง แต่แมนฯ ซิตี้กลับเล่นอย่างประมาท เสียบอลง่าย และอาจมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปตั้งแต่เริ่มเกม
“But I think defensively, maybe sticking to the same backline for a little while is the way forward.”
“แต่ผมคิดว่าในแง่ของเกมรับ บางทีการใช้แนวรับชุดเดิมต่อเนื่องสักระยะอาจเป็นทางออกที่ควรเลือก”
อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษยังเชื่อว่าด้วยคุณภาพนักเตะที่แมนฯ ซิตี้มีอยู่ ทีมสามารถกลับมาได้ไม่ยากนัก แต่กุนซือต้องตอบให้ได้ว่าจะฟื้นความมั่นใจและสร้างความแน่นอนให้เกมรับอย่างไร
แมนซิตี้แพ้ 3 นัดรวด จากทีมไร้เทียมทานสู่สถิติไม่น่าจดจำ
สถานการณ์ของแมนฯ ซิตี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังเปิดฤดูกาลด้วยชัยชนะ 7 นัดติดต่อกัน ก่อนพ่ายให้แอสตัน วิลล่า, ไบรท์ตัน และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ตามลำดับ
ตัวเลขหลังเกมสะท้อนความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้อย่างชัดเจน
- แมนฯ ซิตี้แพ้พรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2024 ซึ่งเคยแพ้รวด 4 นัด
- กลายเป็นทีมที่สองในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดอังกฤษที่ชนะ 7 นัดแรกของฤดูกาล ก่อนแพ้ 3 นัดถัดมา โดยทีมแรกคือเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ในฤดูกาล 1904-05
- เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2008 ที่แมนฯ ซิตี้แพ้เกมลีกด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตูต่อทีมที่เริ่มวันแข่งขันในโซนตกชั้น โดยครั้งก่อนแพ้โบลตัน วันเดอเรอร์ส 0-2
ความผิดพลาดเหล่านี้กำลังกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะแม้ทีมจะมีคุณภาพเกมรุกสูง แต่การเสียประตูง่ายทำให้ไม่สามารถรักษาความได้เปรียบหรือพลิกสถานการณ์กลับมาได้ตามต้องการ
อาร์เซนอลทิ้งห่าง 6 คะแนน โอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเริ่มสั่นคลอน
ขณะที่แมนฯ ซิตี้กำลังสะดุดอย่างหนัก อาร์เซนอล ภายใต้การนำของ มิเกล อาร์เตต้า กลับเดินหน้าเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดบ้านเฉือนฮัลล์ ซิตี้ 1-0 จากประตูของ มาร์ติน โอเดการ์ด ในนาทีที่ 72 พร้อมรักษาคลีนชีตได้อีกครั้ง
ผลการแข่งขันทำให้ปืนใหญ่มี 27 คะแนนจาก 10 นัด นำแมนฯ ซิตี้อยู่ 6 คะแนน และเพิ่มแรงกดดันต่อการลุ้นแชมป์ของทีมเรือใบสีฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ไบรท์ตันของ ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ ยังมีโอกาสขยับขึ้นอันดับสอง หากเอาชนะเบรนท์ฟอร์ดในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน โดยจะมีคะแนนตามหลังอาร์เซนอล 5 แต้ม และส่งผลต่ออันดับของแมนฯ ซิตี้โดยตรง
ประวัติศาสตร์ยังเปิดทางให้แมนซิตี้พลิกกลับมาคว้าแชมป์
หากไบรท์ตันไม่สามารถเอาชนะเบรนท์ฟอร์ดได้ อาร์เซนอลจะกลายเป็นเพียงทีมที่สี่ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่มีคะแนนนำอันดับสองอย่างน้อย 6 แต้ม หลังผ่านการแข่งขัน 10 นัดแรก
ถึงกระนั้น ประวัติศาสตร์ยังพอมีความหวังให้แมนฯ ซิตี้ เพราะเคยมีเพียงสองทีมที่ตามหลังจ่าฝูงมากถึงระดับนี้หลังผ่าน 10 นัด แต่สามารถพลิกกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 2002-03
- แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2013-14 ภายใต้การคุมทีมของ มานูเอล เปเยกรินี่
ตัวเลขดังกล่าวพิสูจน์ว่าการลุ้นแชมป์ยังไม่จบลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน แต่แมนฯ ซิตี้จะต้องหยุดการเสียแต้มโดยเร็ว เพราะหากปล่อยให้ช่องว่างขยายออกไปมากกว่านี้ การไล่ตามอาร์เซนอลอาจกลายเป็นภารกิจที่ยากเกินควบคุม
คดีการเงินแมนซิตี้ยังค้างคา อีกแรงกดดันที่อาจกระทบฤดูกาล
นอกเหนือจากผลงานในสนาม แมนฯ ซิตี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากคดีละเมิดกฎการเงินพรีเมียร์ลีก หลังคณะกรรมการอิสระมีคำวินิจฉัยว่าพบการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎการเงินของลีกตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา
สโมสรได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันไม่ยอมรับข้อกล่าวหา ขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังดำเนินต่อไป และยังไม่มีข้อสรุปว่าบทลงโทษจะออกมาในรูปแบบใด
มาตรการที่อาจเกิดขึ้นมีตั้งแต่ค่าปรับ การตัดคะแนน ไปจนถึงบทลงโทษทางกีฬาอื่นๆ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะมีผลกระทบต่อฤดูกาลปัจจุบันหรือไม่
แม้ท้ายที่สุดคดีดังกล่าวอาจไม่ส่งผลต่อคะแนนในฤดูกาลนี้ แต่ปัญหาในสนามก็กำลังทำให้โอกาสป้องกันความเสียหายในการลุ้นแชมป์ลดลงทุกสัปดาห์
พักเบรกทีมชาติคือโอกาสสุดท้ายในการรีเซ็ตแมนซิตี้หรือไม่
ช่วงพักเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายนอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาเรสก้า เพราะเขาจะมีเวลาทบทวนความผิดพลาดและวางแนวทางแก้ไข ก่อนแมนฯ ซิตี้กลับมาลงสนามพรีเมียร์ลีกด้วยการเปิดบ้านรับฟูแล่มในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2026
หลังจากนั้นยังมีเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่ต้องพบกับนาโปลีในวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นอีกบททดสอบสำคัญของทีม
สิ่งที่มาเรสก้าต้องเร่งจัดการไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรายชื่อนักเตะ แต่ต้องคืนระเบียบให้เกมรับ ปรับความสัมพันธ์ในแดนกลาง และสร้างความกระหายในการแข่งขันให้กลับมาอีกครั้ง
แมนฯ ซิตี้เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถคว้าชัยชนะต่อเนื่องได้ถึง 7 นัด แต่ผลงานสามเกมล่าสุดกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากยังไม่แก้ปัญหาเดิม ความหวังไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกอาจพังทลายเร็วกว่าที่คิด
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับวิกฤตแมนซิตี้และการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก
- บอลจังหวะสองสำคัญอย่างไร การแย่งครองบอลหลังลูกบอลกระดอนหรือถูกสกัดออกมา ช่วยกำหนดว่าทีมใดจะเป็นฝ่ายควบคุมเกม หากเสียเปรียบบ่อยครั้งจะเปิดโอกาสให้คู่แข่งบุกต่อเนื่อง
- เกมสวนกลับเล่นงานทีมครองบอลได้อย่างไร ทีมที่ดันแนวรับสูงและส่งผู้เล่นขึ้นบุกจำนวนมากอาจเปิดพื้นที่ด้านหลัง หากเสียบอลในตำแหน่งอันตราย คู่แข่งสามารถเปลี่ยนจังหวะเข้าทำได้ทันที
- คะแนนนำช่วงต้นฤดูกาลการันตีแชมป์หรือไม่ พรีเมียร์ลีกมีการแข่งขันยาวนาน 38 นัด การนำ 6 คะแนนหลังผ่าน 10 เกมถือเป็นความได้เปรียบสำคัญ แต่ยังไม่ใช่หลักประกัน เพราะฟอร์มการเล่น อาการบาดเจ็บ และความสม่ำเสมอล้วนส่งผลต่อบทสรุปของฤดูกาล
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ วิเคราะห์เข้มข้นทุกประเด็นร้อนพรีเมียร์ลีก พร้อมอัปเดตผลบอลสด ตารางคะแนน และข่าวฟุตบอลต่างประเทศได้ที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM ครบทุกเรื่องลูกหนังที่แฟนบอลไม่ควรพลาด