แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเผชิญปัญหาค่าเหนื่อยก้อนโตจากเงื่อนไขในสัญญายุคผู้บริหารชุดเดิม หลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องเดร โอนาน่า ได้รับการปรับรายได้อัตโนมัติ เมื่อทีมคว้าสิทธิ์กลับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปได้สำเร็จ แม้ทั้งคู่แทบไม่มีส่วนร่วมกับผลงานในฤดูกาล 2025/26 ก็ตาม

สถานการณ์นี้ไม่ได้สร้างแรงกดดันเฉพาะบัญชีค่าใช้จ่ายภายในสโมสร แต่ยังกลายเป็นกำแพงสำคัญต่อแผนปล่อยนักเตะและการเสริมทัพของทีมในช่วงตลาดซื้อขายอีกด้วย

สัญญาเก่าทำงานทันทีหลังแมนยูตีตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก

ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เงื่อนไขในสัญญาฉบับเดิม ซึ่งกำหนดให้นักเตะได้รับการปรับค่าเหนื่อยขึ้น 25% เมื่อสโมสรผ่านเข้าไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยไม่มีข้อกำหนดว่าผู้เล่นต้องลงสนามครบจำนวนเกม หรือมีส่วนร่วมกับทีมมากน้อยเพียงใด

ทันทีที่ปีศาจแดงทำผลงานได้ตามเป้าหมาย เงื่อนไขดังกล่าวจึงมีผลโดยอัตโนมัติ ครอบคลุมแม้กระทั่งนักเตะที่ถูกปล่อยยืมออกไปตลอดฤดูกาล หรือแทบไม่ได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่เลย

แรชฟอร์ด-โอนาน่า ได้ประโยชน์เต็มจากเงื่อนไขเดิม

มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกปล่อยให้ บาร์เซโลน่า ยืมตัวตลอดฤดูกาล 2025/26 ขณะที่ อ็องเดร โอนาน่า ได้ลงเฝ้าเสาให้แมนยูเพียงนัดเดียวในศึกคาราบาว คัพ ก่อนย้ายไปเล่นกับ แทร็บซอนสปอร์ ด้วยสัญญายืมตัว

แม้ทั้งสองคนไม่ได้เป็นกำลังหลักในเส้นทางคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรป แต่สัญญาที่ทำไว้ก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารยังคงมีผลเต็มรูปแบบ ทำให้สโมสรไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

ค่าเหนื่อยพุ่งจนกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ตัวเลขที่มีการรายงานระบุว่า แรชฟอร์ดมีค่าเหนื่อยเพิ่มจากประมาณ 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไปอยู่ที่ราว 325,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 16.4 ล้านบาท

ด้าน โอนาน่า มีรายได้เพิ่มจากประมาณ 120,000 ปอนด์ เป็นเกือบ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือราว 10.1 ล้านบาท ทำให้การหาสโมสรที่พร้อมรับภาระค่าเหนื่อยเต็มจำนวนยิ่งยากกว่าเดิม

ค่าเหนื่อยแพงฉุดแผนขายนักเตะ

ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนเงินที่แมนยูต้องจ่าย แต่เป็นผลกระทบต่อการเจรจาปล่อยตัวแบบถาวร เพราะสโมสรที่สนใจจำเป็นต้องรับค่าเหนื่อยระดับสูง หรือไม่ก็ต้องขอให้ปีศาจแดงช่วยจ่ายบางส่วนต่อไป

สถานการณ์ดังกล่าวลดอำนาจต่อรองของแมนยูอย่างชัดเจน หากต้องการระบายผู้เล่นออกจากทีมเพื่อเปิดพื้นที่ค่าเหนื่อยและหารายได้มาใช้เสริมทัพ ทีมอาจต้องยอมลดค่าตัว ปล่อยยืมซ้ำ หรือแบกรับรายได้บางส่วนของนักเตะตลอดระยะเวลาที่เหลือในสัญญา

INEOS เปลี่ยนกฎใหม่ ต้องลงเล่นอย่างน้อย 60%

ฝ่ายบริหารภายใต้ INEOS มองเห็นช่องโหว่ของโครงสร้างสัญญาเก่า และเริ่มปรับแนวทางสำหรับนักเตะที่ย้ายเข้ามาใหม่หรือเซ็นสัญญาฉบับใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023

ภายใต้ระบบล่าสุด ผู้เล่นต้องลงสนามอย่างน้อย 60% ของจำนวนนาทีการแข่งขันทั้งหมดในฤดูกาลก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการปรับค่าเหนื่อยจากการที่ทีมคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก เป้าหมายสำคัญคือทำให้โบนัสสะท้อนผลงานจริง และป้องกันไม่ให้สโมสรต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่นักเตะที่ไม่มีบทบาทกับความสำเร็จของทีม

แนวทางนี้ยังช่วยให้แมนยูควบคุมเพดานค่าเหนื่อยได้รัดกุมขึ้น ลดความเสี่ยงจากสัญญาราคาแพง และทำให้นักเตะที่ไม่อยู่ในแผนถูกปล่อยออกจากทีมได้ง่ายกว่าเดิม

อนาคตโอนาน่าและแรชฟอร์ดยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

ฝั่ง โอนาน่า เตรียมกลับไปเล่นให้ แทร็บซอนสปอร์ ด้วยสัญญายืมตัวอีกครั้ง โดยแมนยูได้รับค่ายืมเพียงประมาณ 1.3 ล้านปอนด์ หรือราว 65.5 ล้านบาท และยังต้องช่วยรับผิดชอบค่าเหนื่อยบางส่วน

ส่วนการย้ายถาวรของ แรชฟอร์ด ไป บาร์เซโลน่า ไม่เกิดขึ้น หลังสโมสรจากสเปนไม่ใช้เงื่อนไขซื้อขาด ส่งผลให้แนวรุกทีมชาติอังกฤษมีแนวโน้มต้องกลับมารายงานตัวและอยู่ในทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค สำหรับฤดูกาล 2026/27

บทสรุป

กรณีของ แรชฟอร์ด และ โอนาน่า สะท้อนบาดแผลจากการบริหารสัญญาในอดีตอย่างชัดเจน แมนยูอาจได้ผลตอบแทนจากการกลับไปเล่นฟุตบอลยุโรป แต่ต้องแลกกับค่าเหนื่อยที่พุ่งขึ้นของนักเตะซึ่งไม่ได้ช่วยทีมคว้าความสำเร็จในสนาม

ภารกิจของฝ่ายบริหารชุดใหม่จึงไม่ได้มีเพียงการสร้างทีมให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังต้องจัดการสัญญาราคาแพงที่ตกค้าง ควบคุมเพดานค่าเหนื่อย และป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดรูปแบบเดิมย้อนกลับมาขัดขวางแผนพัฒนาสโมสรอีกครั้ง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับโครงสร้างโบนัสนักเตะ

  • โบนัสจากการคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรปอาจถูกกำหนดเป็นเงินก้อน หรือปรับขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าเหนื่อยตามเงื่อนไขในสัญญา
  • สัญญาที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องจำนวนนาทีลงสนาม อาจทำให้นักเตะได้รับโบนัสแม้ถูกปล่อยยืมหรือไม่ได้เป็นกำลังหลัก
  • ค่าเหนื่อยที่สูงเกินตลาดสามารถลดค่าตัวนักเตะ เพราะทีมผู้ซื้ออาจต้องกันงบจำนวนมากไว้จ่ายเงินเดือน

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ข่าวพรีเมียร์ลีก และตลาดนักเตะล่าสุดแบบเข้มข้นทันทุกประเด็นได้ที่ ฟุตบอลต่างประเทศ GOALSIAM