FSG ดึง 1892 Holdings เข้าถือหุ้น ลิเวอร์พูล ราว 30 เปอร์เซ็นต์
เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรั้วแอนฟิลด์ เมื่อ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป หรือ FSG บรรลุข้อตกลงขายหุ้นส่วนน้อยใน ลิเวอร์พูล ให้กับ 1892 Holdings กลุ่มทุนที่นำและบริหารโดย อามิต บาเทีย โดยมีรายงานว่าหุ้นดังกล่าวอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์ และดีลมีมูลค่าประมาณ 1,500-1,650 ล้านปอนด์ หรือสูงสุดราว 72,600 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าของสโมสรถูกประเมินแถว 5,500 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 242,000 ล้านบาท
นี่ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งสำคัญที่สุดของ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ FSG เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2010 ด้วยราคา 300 ล้านปอนด์ แต่สิ่งที่ต้องย้ำคือ FSG ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และยังคงอำนาจควบคุมการดำเนินงานของสโมสร ขณะที่การปิดธุรกรรมยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขตามปกติ
ใครบ้างอยู่เบื้องหลัง 1892 Holdings
1892 Holdings ไม่ใช่กลุ่มทุนธรรมดา เพราะประกอบด้วยนักลงทุนและเครือข่ายธุรกิจระดับโลก โดยมี อามิต บาเทีย อดีตผู้บริหารและเจ้าของร่วม ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส เป็นแกนนำ พร้อมการลงทุนจาก Mittal Family Trusts, K5 Sports ซึ่งมี เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้ง Amazon เป็นนักลงทุนหลักในกองทุน และ EE Capital แฟมิลี่ออฟฟิศของ เอเลน กับ เอดูอาร์โด้ เซเวอริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook
บาเทียจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสร พร้อมเข้าสู่บอร์ดบริหารที่ขยายใหญ่ขึ้นร่วมกับ เอเลน เซเวอริน และ ไบรอัน โบม จาก K5 Sports ขณะที่ เบซอสไม่มีที่นั่งในคณะกรรมการ และถูกมองว่าเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้เข้ามาบริหารกิจการประจำวันโดยตรง
เงินก้อนโตไม่ได้หมายถึงงบซื้อนักเตะก้อนโต
ชื่อของ เจฟฟ์ เบซอส ทำให้แฟนบอลจำนวนไม่น้อยอาจจินตนาการถึงภาพ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนโหมดเข้าสู่ตลาดนักเตะแบบทุ่มไม่อั้น แต่ในความเป็นจริงเรื่องไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะเงินจากการซื้อหุ้นเป็นธุรกรรมระหว่างผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ไม่ได้แปลว่าเงินทั้งหมดจะถูกนำไปใส่ในงบเสริมทัพทันที
ที่สำคัญ สโมสรยังถูกควบคุมด้วยกฎการเงินทั้งในอังกฤษและฟุตบอลยุโรป โดยกฎ Squad Cost ของยูฟ่ากำหนดเพดานค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเหนื่อยนักเตะและโค้ช ค่าตัว รวมถึงค่าธรรมเนียมเอเจนต์ไว้ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เกี่ยวข้องของสโมสรตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน พรีเมียร์ลีกเริ่มใช้ระบบการเงินใหม่ในฤดูกาล 2026/27 โดย Squad Cost Ratio จำกัดค่าใช้จ่ายด้านทีมชุดใหญ่ไว้ที่ 85 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ด้านฟุตบอลและกำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการขายนักเตะ พร้อมกลไกเพิ่มเติมตามข้อบังคับ นั่นทำให้ความมั่งคั่งส่วนตัวของนักลงทุนไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นงบช็อปนักเตะอย่างไร้ขีดจำกัดได้
ของจริงอยู่ที่เครือข่ายธุรกิจและรายได้ของสโมสร
สิ่งที่น่าจับตามากกว่าตลาดซื้อขายระยะสั้น คือพลังทางธุรกิจที่กลุ่มนักลงทุนชุดนี้สามารถเติมให้กับ ลิเวอร์พูล เพราะ FSG นิยามดีลดังกล่าวว่าเป็น การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ด้วยความเชี่ยวชาญจากโลกธุรกิจ เทคโนโลยี และการลงทุนระดับโลก
นี่ต่างหากคือจุดที่อาจส่งผลต่อศักยภาพการเสริมทัพของทีมในระยะยาว หากเครือข่ายของนักลงทุนใหม่ช่วยเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าสปอนเซอร์ ขยายฐานลูกค้าทั่วโลก หรือสร้างช่องทางรายได้ใหม่ สโมสรย่อมมีพื้นที่ทางการเงินสำหรับฟุตบอลมากขึ้นภายใต้กฎที่กำหนด
ปี 2027 อาจเป็นจุดเปลี่ยนเกมสปอนเซอร์
หนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาคือปี 2027 เพราะสัญญาระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ Standard Chartered พันธมิตรหลักบนหน้าอกเสื้อซึ่งต่อสัญญาไว้ถึงปี 2027 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ ขณะที่ Expedia ต่อสัญญาการเป็นพันธมิตรและสปอนเซอร์แขนเสื้อออกไปอีก 4 ปีนับจากปี 2023 เช่นกัน
ดังนั้นการมีเครือข่ายของนักธุรกิจอย่าง บาเทีย เบซอส และตระกูลเซเวอริน เข้ามาอยู่เบื้องหลัง อาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและเปิดประตูสู่บริษัทระดับโลกเมื่อถึงเวลาหารือสัญญาเชิงพาณิชย์รอบใหม่
แต่อย่าเพิ่งฝันถึงโลโก้ Amazon บนอกเสื้อ
แม้ชื่อของ Amazon จะถูกเชื่อมโยงกับ เบซอส แต่ไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถเซ็นสัญญาสปอนเซอร์กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วยตัวเลขสูงเกินตลาดได้ เพราะพรีเมียร์ลีกมีกฎเกี่ยวกับธุรกรรมกับบุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของสโมสร และกำหนดให้ข้อตกลงดังกล่าวต้องผ่านการประเมิน มูลค่าตลาดที่เป็นธรรม เพื่อป้องกันการเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์แบบผิดธรรมชาติ
โครงสร้างบริหารยังอยู่ในมือ FSG
อีกประเด็นที่แฟนบอลต้องเข้าใจให้ชัดคือ การเข้ามาของ 1892 Holdings ไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้าของเต็มรูปแบบ FSG ยังคงถือหุ้นใหญ่และรับผิดชอบการควบคุมการดำเนินงานของ ลิเวอร์พูล เช่นเดิม กลุ่มทุนใหม่จะเข้ามาเพิ่มมุมมอง เครือข่าย และความเชี่ยวชาญเพื่อผลักดันโอกาสการเติบโตทั้งในและนอกสนาม
ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีต่อนโยบายตลาดนักเตะอาจมีไม่มาก แต่ผลระยะยาวอาจใหญ่กว่ามาก หากรายได้ของสโมสรเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในฟุตบอลยุคใหม่รายได้ที่แข็งแรงหมายถึงพื้นที่ในการลงทุนกับทีมที่มากขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงฝ่าฝืนกฎการเงิน
ประเด็นสำคัญจากดีลทุนใหม่ ลิเวอร์พูล
- FSG บรรลุข้อตกลงขายหุ้นส่วนน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ให้ 1892 Holdings โดยมีรายงานมูลค่าดีลสูงถึงราว 1,650 ล้านปอนด์
- FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรักษาอำนาจควบคุมการดำเนินงานของสโมสร
- อามิต บาเทีย จะเป็นรองประธานสโมสร และเข้าบอร์ดร่วมกับตัวแทนจากกลุ่มนักลงทุนใหม่
- เจฟฟ์ เบซอส ลงทุนผ่าน K5 Sports แต่ไม่มีตำแหน่งในบอร์ดบริหาร ลิเวอร์พูล
- เงินจากการขายหุ้นไม่ได้เปลี่ยนเป็นงบซื้อผู้เล่นโดยตรง เพราะสโมสรยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการเงิน
- ประโยชน์สำคัญที่สุดอาจเกิดจากการเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกในระยะยาว
ทุนใหม่ไม่ได้เปลี่ยนหงส์แดงในคืนเดียว แต่อนาคตอาจเปลี่ยนมหาศาล
ดีลนี้จึงมีความหมายมากกว่าเพียงตัวเลข 1,650 ล้านปอนด์ เพราะสิ่งที่ ลิเวอร์พูล กำลังได้เพิ่มคือเครือข่ายของกลุ่มนักลงทุนระดับโลก ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขยายรายได้และมูลค่าของสโมสรในอนาคต
แฟนหงส์อาจไม่ได้เห็นเงินก้อนนี้ถูกเทลงตลาดนักเตะทันที แต่หากกลยุทธ์ด้านธุรกิจประสบความสำเร็จ รายได้ที่เพิ่มขึ้นย่อมสร้างฐานการเงินที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และนั่นอาจเป็นอาวุธสำคัญในการแข่งขันกับบรรดามหาอำนาจของพรีเมียร์ลีกและยุโรปในอีกหลายปีข้างหน้า
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ ลิเวอร์พูล และการลงทุนในสโมสรฟุตบอล
- FSG เข้าซื้อ ลิเวอร์พูล ในปี 2010 ด้วยมูลค่าประมาณ 300 ล้านปอนด์ ก่อนที่มูลค่าสโมสรจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาต่อมา
- รายได้เชิงพาณิชย์มีความสำคัญต่อสโมสรยุคใหม่ เพราะช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุนด้านฟุตบอลภายใต้กรอบกฎการเงิน
- การขายหุ้นส่วนน้อยทำให้สโมสรสามารถรับพันธมิตรและเครือข่ายใหม่เข้ามาได้ โดยเจ้าของเดิมยังสามารถรักษาอำนาจควบคุมไว้
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ข่าวพรีเมียร์ลีก ตลาดนักเตะ และประเด็นใหญ่จากโลกฟุตบอลแบบเข้มข้นได้ที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM