เยอรมนี เคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังโลก เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย และทีมที่ใครก็ไม่อยากเจอในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่หลังจากคืนแห่งความยิ่งใหญ่ในปี 2014 ที่พวกเขาโค่น ลิโอเนล เมสซี และอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศที่บราซิล เส้นทางของ “อินทรีเหล็ก” กลับดิ่งลงแบบน่าใจหาย

จากทีมที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่ง ความดุดัน และหัวใจนักสู้ เยอรมนีกลายเป็นทีมที่ตกรอบเร็วกว่าคาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล่าสุดใน ฟุตบอลโลก 2026 พวกเขาถูกปารากวัยเขี่ยตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย หลังพ่ายในการดวลจุดโทษแบบเจ็บถึงกระดูก

2014 จุดสูงสุดที่กลายเป็นจุดเปรียบเทียบอันโหดร้าย

ปี 2014 คือภาพจำสุดยิ่งใหญ่ของเยอรมนี มาริโอ เกิทเซ ยิงประตูสำคัญพาทีมคว้าแชมป์โลกเหนืออาร์เจนตินา และส่งให้ทัพอินทรีเหล็กกลับขึ้นสู่ยอดเขาของฟุตบอลโลกอีกครั้ง

แต่หลังจากวันนั้น ความคาดหวังระดับแชมป์กลับกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล เยอรมนีไม่เคยกลับไปใกล้คำว่า “สมบูรณ์แบบ” ในฟุตบอลโลกอีกเลย

ฟุตบอลโลก 2018 ตกรอบแบ่งกลุ่มแบบช็อกโลก

ผลงาน: ชนะ 1 แพ้ 2

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ที่รัสเซีย หลายฝ่ายยังเชื่อว่าเยอรมนีจะเดินหน้าเข้ารอบลึกตามมาตรฐานทีมแชมป์เก่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจบอันดับสุดท้ายของกลุ่ม ตามหลังสวีเดน เม็กซิโก และเกาหลีใต้

นั่นคือครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1938 ที่เยอรมนีไม่สามารถผ่านรอบแรกของฟุตบอลโลกได้

เกมเปิดสนามที่แพ้เม็กซิโก 0-1 กลายเป็นสัญญาณอันตราย เพราะเป็นครั้งแรกที่เยอรมนีแพ้นัดเปิดสนามในฐานะแชมป์เก่า และเป็นเพียงครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ที่พวกเขาแพ้นัดแรกของฟุตบอลโลก หลังเคยช็อกโลกพ่ายแอลจีเรียในปี 1982

แม้จะกลับมาชนะสวีเดน 2-1 จากประตูช่วงทดเวลาของ โทนี โครส แต่ความหวังก็ดับสนิทเมื่อแพ้เกาหลีใต้ 0-2 อย่างไร้ทรง ส่งให้เยอรมนีกลายเป็นแชมป์เก่าชาติที่ 4 ที่ตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกถัดมา ต่อจากฝรั่งเศสปี 2002, อิตาลีปี 2010 และสเปนปี 2014

ฟุตบอลโลก 2022 แผลเดิมถูกกรีดซ้ำที่กาตาร์

ผลงาน: ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1

หลังความล้มเหลวในปี 2018 เยอรมนีหวังใช้ฟุตบอลโลก 2022 เป็นเวทีล้างอาย โดยเฉพาะเมื่อผลงานในยูโร 2020 ก็ไม่น่าประทับใจ หลังจอดป้ายรอบ 16 ทีมสุดท้าย

แต่กาตาร์ไม่ได้กลายเป็นจุดคืนชีพ กลับเป็นบทซ้ำของฝันร้าย รอบแบ่งกลุ่มยังคงเป็นกับดักใหญ่ โดยมีสเปนและญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งสำคัญ

นัดเปิดสนาม เยอรมนีพ่ายญี่ปุ่น หลังโดนยิงสองประตูในครึ่งหลัง จากนั้นเสมอสเปน 1-1 ก่อนถล่มคอสตาริกา 4 ประตูในเกมสุดท้าย แต่ชัยชนะนั้นไม่พอ เพราะพวกเขายังแพ้ญี่ปุ่นและสเปนในตารางจากเงื่อนไขผลต่างประตูได้เสีย

ฟุตบอลโลก 2026 ชนะเยอะก็ไม่พอ เมื่อปารากวัยปิดบัญชีสุดโหด

ผลงาน: ชนะ 2 แพ้ 2

ฟุตบอลโลก 2026 เพิ่มจำนวนทีมเป็น 48 ชาติ ทำให้เส้นทางเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ดูเปิดกว้างขึ้น แต่สำหรับเยอรมนี ความง่ายบนกระดาษไม่ได้ช่วยพวกเขาหนีคำสาปหลังปี 2014 ได้เลย

พวกเขาเปิดทัวร์นาเมนต์ด้วยการถล่มกือราเซา 7-1 ซึ่งเป็นจำนวนประตูสูงสุดที่เยอรมนียิงได้ในฟุตบอลโลก นับตั้งแต่เกมประวัติศาสตร์ที่ถล่มบราซิลในรอบรองชนะเลิศปี 2014

จากนั้น เดนิซ อุนดาฟ ยิงประตูช่วงท้ายเกมพาทีมเฉือนโกตดิวัวร์ 2-1 ทำให้เยอรมนีเก็บชัยชนะในรอบแบ่งกลุ่มได้ 2 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 แต่ความกังวลกลับมาอีกครั้ง เมื่อพวกเขาแพ้เอกวาดอร์ 1-2 และทิ้งคำถามใหญ่เรื่องความนิ่งตลอด 90 นาที

แพ้จุดโทษครั้งแรกในฟุตบอลโลก บาดแผลที่หนักกว่าการตกรอบ

เกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ ปารากวัย จบลงด้วยสกอร์ 1-1 ก่อนที่เยอรมนีจะพ่ายในการ ดวลจุดโทษ 3-4 ปารากวัยได้ประตูนำจาก ฮูลิโอ เอ็นซิโซ ก่อนที่ ไค ฮาแวร์ตซ์ จะตีเสมอให้เยอรมนี

ดราม่ายังไม่จบเพียงเท่านั้น โยนาธาน ทาห์ เคยส่งบอลเข้าประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ถูกริบคืนหลังเช็ก VAR ก่อนที่เจ้าตัวจะกลายเป็นหนึ่งในคนพลาดจุดโทษสำคัญ ขณะที่ ออร์ลันโด กิล ผู้รักษาประตูปารากวัย โชว์ความนิ่งและกลายเป็นตัวแปรใหญ่ของเกม

โฆเซ กานาเล ยิงจุดโทษชี้ขาดพาปารากวัยล้มยักษ์ และทำให้เยอรมนีแพ้การดวลจุดโทษในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก หลังเคยชนะมาแล้ว 4 ครั้งก่อนหน้านี้

ความพ่ายแพ้ที่สะเทือนอันดับโลก

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การตกรอบธรรมดา เพราะเยอรมนีอยู่ในอันดับ 10 ของโลก ขณะที่ปารากวัยอยู่อันดับ 41 ช่องว่าง 31 อันดับทำให้เกมนี้ถูกจัดเป็นหนึ่งในพลิกล็อกครั้งใหญ่ของรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก นับตั้งแต่เริ่มใช้แรงกิงฟีฟ่า

นับจากปี 2014 เยอรมนีตกรอบแบ่งกลุ่มในปี 2018 และ 2022 ก่อนมาหยุดแค่รอบ 32 ทีมสุดท้ายในปี 2026 นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าอดีตแชมป์โลก 4 สมัยไม่ได้แค่สะดุด แต่กำลังติดหล่มลึกในยุคที่มาตรฐานของพวกเขาไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิม

บทสรุปของอินทรีเหล็กยุคหลังแชมป์โลก

เยอรมนียังมีชื่อชั้น มีประวัติศาสตร์ และมีนักเตะคุณภาพ แต่ฟุตบอลโลกไม่เคยปรานีทีมที่อาศัยเพียงอดีต ความล้มเหลว 3 ทัวร์นาเมนต์ติดต่อกันคือคำเตือนหนักหน่วงว่า “อินทรีเหล็ก” ต้องยกเครื่องมากกว่าปรับแต่ง

จากแชมป์โลกปี 2014 สู่ทีมที่ตกรอบเร็วกว่าคาดในปี 2018, 2022 และ 2026 นี่ไม่ใช่แค่ช่วงขาลง แต่มันคือวิกฤตศรัทธาของหนึ่งในชาติฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ : เยอรมนีกับฟุตบอลโลก

  • เยอรมนีคว้าแชมป์โลกทั้งหมด 4 สมัย และครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2014 ที่บราซิล
  • ปี 2018 คือครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1938 ที่เยอรมนีไม่ผ่านรอบแรกของฟุตบอลโลก
  • ปี 2026 เป็นครั้งแรกที่เยอรมนีแพ้การดวลจุดโทษในฟุตบอลโลก หลังเคยชนะมา 4 ครั้ง

ติดตามข่าวฟุตบอลโลก บทวิเคราะห์เข้มข้น และทุกความเคลื่อนไหวของวงการลูกหนังได้ที่ ฟุตบอลโลก 2026 GOALSIAM