ยุคมาร์ตีเนซจบลง หลังโปรตุเกสร่วงรอบ 16 ทีม

โรแบร์โต้ มาร์ตีเนซ ประกาศอำลาตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติโปรตุเกสอย่างเป็นทางการทันที หลังพาทัพ “ฝอยทอง” พ่าย สเปน 0-1 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกรอบธรรมดา แต่คือจุดปิดฉากของโปรเจกต์ใหญ่ที่มาร์ตีเนซตั้งเป้าไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการพาโปรตุเกสทะยานไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก ทว่าเมื่อภารกิจสูงสุดล้มเหลว เจ้าตัวจึงมองว่าไม่มีเหตุผลใดให้เดินหน้าต่อ

@skysportsnews Roberto Martinez is set to step down as Portugal's manager at the end of the World Cup 🚨 It’s understood Jose Mourinho had verbal agreement in place to take over Portugal after this World Cup before being offered the Real Madrid job. #skysports #skysportsnews #robertomartinez #josemourinho #worldcup ♬ original sound – Sky Sports News

เป้าหมายเดียวคือแชมป์โลก เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องถอย

กุนซือชาวสเปนวัย 52 ปี เข้ามาคุมทีมชาติโปรตุเกสตั้งแต่ปี 2023 และฝากผลงานสำคัญด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ได้ 1 สมัย แต่บนเวทีฟุตบอลโลก ความฝันของเขาต้องพังลงแบบเจ็บแสบ

“นี่คือจุดสิ้นสุดของวัฏจักร และผมคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ทีมควรมีเสียงใหม่เข้ามานำทาง”

คำพูดนี้สะท้อนชัดว่า มาร์ตีเนซไม่ได้มองการลาออกเป็นแค่ผลจากเกมเดียว แต่คือการส่งไม้ต่อให้โปรตุเกสเริ่มต้นยุคใหม่ ด้วยแนวทางใหม่ และผู้นำคนใหม่ที่เหมาะกับอนาคตของทีมมากกว่าเดิม

เปิดทางประธานใหม่เลือกกุนซือเอง

มาร์ตีเนซยังระบุว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่ เปโดร โปรเอนซา ประธานสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 จะได้มีสิทธิ์เลือกเฮดโค้ชคนใหม่ด้วยตัวเอง เพื่อวางทิศทางทีมชาติในวัฏจักรถัดไป

“ผมมองว่าเป็นเรื่องเหมาะสมอย่างยิ่งที่ท่านประธาน เปโดร โปรเอนซา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 จะมีโอกาสเลือกเฮดโค้ชที่เขาต้องการเอง นั่นเป็นสิทธิ์ที่ชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ผมอยากขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมการที่ให้การสนับสนุนผมและทีมงานมาตลอด รวมถึงมอบทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงาน”

สามปีครึ่งที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความทรงจำ

ตลอดช่วงเวลา 3 ปีครึ่ง มาร์ตีเนซต้องแบกรับความคาดหวังมหาศาลจากชาติที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ระดับโลก โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก ซึ่งไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว

“ผมซาบซึ้งกับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนที่ได้รับ แต่ผมเชื่อว่านี่คือการสิ้นสุดของวัฏจักรนี้แล้ว ผมจะเก็บความทรงจำทั้งหมดติดตัวไป และหวังว่าชาวโปรตุเกสเองก็จะมีความทรงจำที่ดีตลอดช่วงเวลาสามปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”

แม้จะมีแชมป์ติดมือ แต่สำหรับทีมอย่างโปรตุเกสในยุคที่ขุมกำลังแน่นทุกตำแหน่ง การหยุดเส้นทางเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายย่อมถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวระดับใหญ่

ไม่ได้ตัดสินใจไว้ก่อน แต่แพ้แล้วต้องรับผิดชอบ

เมื่อถูกถามว่าการตัดสินใจอำลาตำแหน่งถูกวางแผนไว้ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์หรือไม่ มาร์ตีเนซยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ เพราะเป้าหมายของเขาคือแชมป์โลกเท่านั้น

“ไม่ ผมไม่คิดว่าทุกอย่างถูกตัดสินไว้แล้ว เป้าหมายของผมตั้งแต่เข้ามาคุมทีมชาติโปรตุเกสคือการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก”

การยอมรับความล้มเหลวแบบตรงไปตรงมาทำให้การจากลาของมาร์ตีเนซมีน้ำหนัก เขาไม่โยนความผิด ไม่หาข้อแก้ตัว และไม่ยื้อเก้าอี้ หลังโปรตุเกสไปไม่ถึงเป้าหมายที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น

“สำหรับผม หากไม่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ทำงานต่อ ตอนนี้คณะกรรมการและท่านประธานมีโอกาสเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ตามที่ต้องการ ท่านประธานสนับสนุนการทำงานของผมมาโดยตลอด แต่สัญญาของผมสิ้นสุดลงในวันนี้ ดังนั้นก็คงไม่มีอะไรต้องพูดมากไปกว่านี้”

โปรตุเกสเข้าสู่ทางแยกครั้งใหญ่

หลังร่วงตกรอบ ฟุตบอลโลก 2026 โปรตุเกสต้องเผชิญคำถามสำคัญทันที ทั้งเรื่องตัวกุนซือคนใหม่ ทิศทางทีมชาติ และอนาคตของแข้งแกนหลักหลายราย โดยเฉพาะเมื่อทีมชุดนี้ถูกคาดหวังว่าจะไปได้ไกลกว่านี้

การพ่ายสเปน 0-1 ในเกมน็อกเอาต์จึงไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ในสนาม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “ฝอยทอง” ต้องปรับโครงสร้างใหม่ หากต้องการกลับมาไล่ล่าความสำเร็จในระดับสูงสุดอีกครั้ง

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ โรแบร์โต้ มาร์ตีเนซ และทีมชาติโปรตุเกส

  • มาร์ตีเนซเคยคุมทีมชาติเบลเยียม ก่อนเข้ารับงานกับทีมชาติโปรตุเกสในปี 2023
  • โปรตุเกสภายใต้ยุคมาร์ตีเนซมีแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เป็นโทรฟี่สำคัญก่อนปิดฉากฟุตบอลโลก 2026
  • ฟุตบอลโลกเป็นเวทีที่ความผิดพลาดเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนอนาคตของทั้งนักเตะและกุนซือได้ทันที

ติดตามข่าวฟุตบอลโลก ข่าวบอลยุโรป และความเคลื่อนไหวทีมชาติโปรตุเกสแบบเข้มข้นได้ที่ ฟุตบอลโลก 2026 GOALSIAM