สิงโตคำรามปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยชัยชนะสุดระทึก

ทีมชาติอังกฤษ ทิ้งความผิดหวังจากรอบรองชนะเลิศไว้เบื้องหลัง ก่อนเปิดเกมรุกแลกหมัดกับฝรั่งเศสอย่างบ้าคลั่ง และเฉือนชนะ 6-4 ในศึกชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2026 ที่ฮาร์ดร็อก สเตเดียม เมืองไมอามี การ์เดนส์

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อังกฤษคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก หลังเคยแพ้ในรอบดังกล่าวเมื่อปี 1990 และ 2018 พร้อมสร้างผลงานดีที่สุดในรายการนี้นับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกปี 1966

อังกฤษเปิดฉากโหด ถล่มครึ่งแรกขาดลอย 4-0

ทัพสิงโตคำรามของ โธมัส ทูเคิล เดินหน้าฆ่าคู่แข่งตั้งแต่นาทีแรก และใช้เวลาเพียง 3 นาทีขึ้นนำจาก เดแคลน ไรซ์ ก่อนที่ เอซรี คอนซา จะโขกลูกเตะมุมของไรซ์เข้าไปในนาทีที่ 18

จากนั้นเวทีตกเป็นของ บูกาโย ซาก้า ที่ยิงสองประตูในนาทีที่ 37 และช่วงทดเวลาครึ่งแรก ส่งอังกฤษทะยานหนี 4-0 ชนิดที่แนวรับฝรั่งเศสถูกฉีกจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ฝรั่งเศสคืนชีพ ไล่จากสี่ลูกจนอังกฤษสั่น

ครึ่งหลังฝรั่งเศสกลับลงมาด้วยสภาพทีมที่ดุดันกว่าเดิม และใช้เวลาเพียงสามนาทีตีไข่แตกจาก คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 48

แบรดลีย์ บาร์โคล่า ยิงไล่มาเป็น 2-4 ในนาทีที่ 54 ก่อนที่เอ็มบัปเป้จะซัดประตูที่สองของตัวเองในนาทีที่ 66 ทำให้สกอร์เหลือเพียง 3-4 และเปลี่ยนเกมที่ดูเหมือนจบไปแล้วให้กลายเป็นสนามรบเต็มรูปแบบ

ฝรั่งเศสมีโอกาสตีเสมอหลายครั้ง โดยเฉพาะจาก ไมเคิล โอลิเซ่ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนจังหวะสำคัญให้เป็นประตูได้

ซาก้าซัดโทษปิดแฮตทริก เบลลิงแฮมตอกฝาโลง

ช่วงท้ายเกม ดjed สเปนซ์ เรียกจุดโทษให้อังกฤษหลังถูก มาโล กุสโต้ ทำฟาวล์ ก่อนซาก้าจะสังหารไม่พลาดในนาทีที่ 87 กลายเป็น แฮตทริก และช่วยให้ทีมหนีเป็น 5-3

อุสมาน เดมเบเล่ ยังไม่ยอมแพ้ ยิงให้ฝรั่งเศสไล่มาอีกครั้งในนาทีที่ 90+6 แต่ จู๊ด เบลลิงแฮม ใช้เวลาเพียงสองนาทีลากบอลฝ่าแนวรับก่อนยิงประตูปิดฉาก 6-4 อย่างเด็ดขาด

เอ็มบัปเป้ทุบสถิติดาวยิงสูงสุดฟุตบอลโลก

แม้ฝรั่งเศสต้องจบการแข่งขันด้วยความพ่ายแพ้ แต่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเพิ่มสถิติเป็น 22 ประตูในฟุตบอลโลก แซง ลิโอเนล เมสซี่ ขึ้นเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของรายการ

ดาวยิงกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสยังยิงไปแล้ว 10 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พร้อมขยับขึ้นนำการแข่งขันรองเท้าทองคำก่อนเกมรอบชิงชนะเลิศ

เบลลิงแฮมสร้างสถิติใหม่ให้อังกฤษ

ประตูช่วงทดเวลาของ จู๊ด เบลลิงแฮม เป็นลูกที่ 7 ของเขาในทัวร์นาเมนต์ ทำให้กองกลางรายนี้กลายเป็นนักเตะอังกฤษที่ยิงประตูได้มากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกหนึ่งสมัย แซงสถิติ 6 ประตูของ แฮร์รี่ เคน และ แกรี ลินิเกอร์

เดส์ชองส์อำลาฝรั่งเศสด้วยค่ำคืนสุดเจ็บปวด

เกมนี้ยังเป็นนัดสุดท้ายของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ในตำแหน่งกุนซือฝรั่งเศส หลังทำหน้าที่มายาวนาน 14 ปี แต่ไม่สามารถปิดฉากเส้นทางด้วยชัยชนะได้

ฝรั่งเศสต้องยุติความหวังในการเข้าชิงฟุตบอลโลกสามสมัยติดต่อกัน ก่อนจบรายการด้วยอันดับ 4 ขณะที่อังกฤษคว้าเหรียญทองแดงกลับบ้านด้วยชัยชนะที่ทั้งดุเดือด วุ่นวาย และเต็มไปด้วยรอยแผลในเกมรับ

บทสรุปเกมเดือด 10 ประตู

ชัยชนะ 6-4 ไม่ได้ลบความผิดหวังจากรอบรองชนะเลิศทั้งหมด แต่อังกฤษแสดงให้เห็นถึงหัวใจ ความกล้า และพลังเกมรุกที่สามารถเล่นงานคู่แข่งระดับโลกได้

ส่วนฝรั่งเศสต้องจ่ายราคาอย่างหนักจากครึ่งแรกที่ไร้ความกระหาย แม้จะกลับมาต่อสู้อย่างบ้าคลั่งในครึ่งหลัง แต่การปล่อยให้คู่แข่งนำถึงสี่ประตูคือความผิดพลาดที่ยากเกินจะแก้ไข

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ อังกฤษ พบ ฝรั่งเศส

  • เกมนี้มีทั้งหมด 10 ประตู มากที่สุดในประวัติศาสตร์นัดชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก แซงเกมที่ฝรั่งเศสชนะเยอรมนีตะวันตก 6-3 เมื่อปี 1958
  • ซาก้ากลายเป็นนักเตะอังกฤษคนที่ 4 ที่ทำแฮตทริกในฟุตบอลโลก
  • นี่คือเกมฟุตบอลโลกที่มีประตูรวมมากที่สุดนับตั้งแต่ฮังการีชนะเอลซัลวาดอร์ 10-1 เมื่อปี 1982

ติดตามข่าวฟุตบอลโลก ผลการแข่งขัน และทุกความเคลื่อนไหวลูกหนังแบบเข้มข้นได้ที่ ฟุตบอลโลก 2026 GOALSIAM