กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการฟุตบอลไทยทันที เมื่อ นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ ประธานสโมสร พลังกาญจน์ เอฟซี ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลังทีมบุกเสมอ พัทยา ยูไนเต็ด 2-2 ในศึก ไทยลีก 2 ฤดูกาล 2026/27 โดยเฉพาะจังหวะเสียจุดโทษที่นำไปสู่ประตูตีเสมอ แต่เรื่องที่เจ้าตัวมองว่าร้ายแรงยิ่งกว่าผลการแข่งขัน คือเหตุการณ์ที่ โค้ชปาร์ค และ จอห์น บาจโจ้ ถูกแฟนบอลใช้ถ้อยคำเชิงเหยียดเชื้อชาติและสีผิวหลังจบเกม จนเกือบกลายเป็นเหตุปะทะใหญ่บริเวณทางออกสนาม
พัทยา ยูไนเต็ด เสมอ พลังกาญจน์ 2-2 เกมเดือดไทยลีก 2 นัดที่ 9
การแข่งขันฟุตบอล บีวายดี ซีล ไฟว์ ลีกสอง 2026/27 นัดที่ 9 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองหนองปรือ เป็นการพบกันระหว่าง พัทยา ยูไนเต็ด เจ้าถิ่น กับ พลังกาญจน์ เอฟซี หรือทัพม้าเหล็ก ทีมเยือนที่กำลังเดินหน้าล่าคะแนนเพื่อขยับอันดับบนตาราง
เกมนี้พลังกาญจน์ออกนำก่อนจาก จอห์น บาจโจ้ ในนาทีที่ 32 ก่อนที่พัทยาจะตามตีเสมอ 1-1 จาก ติอาโก้ ชูลาปา นาทีที่ 50 อย่างไรก็ตาม ทีมเยือนไม่ยอมง่ายๆ และกลับขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 จาก โจ ในนาทีที่ 57
สถานการณ์ทำท่าว่าพลังกาญจน์จะเก็บสามแต้มสำคัญกลับบ้านได้สำเร็จ แต่ช่วงท้ายเกมกลับเกิดจุดเปลี่ยน เมื่อผู้ตัดสินเป่าให้พัทยาได้ลูกจุดโทษ ก่อนที่ ติอาโก้ ชูลาปา จะสังหารเข้าไปในนาทีที่ 80 ส่งผลให้เกมจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 แบ่งกันไปทีมละหนึ่งคะแนน
ผลการแข่งขันทำให้พลังกาญจน์มี 14 คะแนน รั้งอันดับ 6 ของตาราง ขณะที่พัทยา ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับ 15 และยังต้องเร่งเก็บคะแนนเพื่อหนีพื้นที่ท้ายตาราง
นพ.ประวัติ เดือดจัด! ตั้งคำถามจังหวะจุดโทษตัดสินเกม
หลังสิ้นเสียงนกหวีด นพ.ประวัติ ประธานสโมสรพลังกาญจน์ ไม่ปล่อยให้ประเด็นการตัดสินผ่านไปง่ายๆ โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อจังหวะที่ทีมเสียจุดโทษจนถูกตีเสมอ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างเผ็ดร้อน
“ในกรอบชัดๆ คิดมากไป ต้องยกนิ้วให้เลย กรรมการและสมาคมตลกแห่งประเทศไทย ปล.บาจโจ้โดนเหยียดผิว อันนี้ซีเรียส”
ข้อความดังกล่าวสะท้อนความไม่พอใจของบอสใหญ่ม้าเหล็กอย่างชัดเจน โดยเจ้าตัวตั้งคำถามถึงมาตรฐานการตัดสินในจังหวะสำคัญที่ส่งผลต่อผลการแข่งขันโดยตรง อย่างไรก็ตาม ประเด็นความถูกต้องของการให้จุดโทษยังต้องพิจารณาจากภาพเหตุการณ์และหลักเกณฑ์การตัดสินอย่างรอบด้าน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ประธานสโมสรจะไม่พอใจกับการเสียจุดโทษ แต่เจ้าตัวกลับให้ความสำคัญกับเหตุการณ์เหยียดผิวที่เกิดขึ้นหลังเกมมากกว่า เพราะมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลอาชีพ
โค้ชปาร์ค-จอห์น บาจโจ้ เผชิญคำเหยียดหลังเกม เกือบเกิดเหตุบานปลาย
ความเดือดไม่ได้หยุดอยู่แค่ 90 นาทีในสนาม เมื่อมีรายงานว่า ระหว่างที่นักเตะและทีมงานพลังกาญจน์กำลังเดินออกจากสนาม ได้เกิดการปะทะคารมกับแฟนบอลต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นผู้สนับสนุนทีมเจ้าถิ่น โดยมีการตะโกนใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมพาดพิงถึงเชื้อชาติ สีผิว และรูปร่างของบุคลากรทีมเยือน
ผู้ที่ตกเป็นเป้าของเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ โค้ชปาร์ค กุนซือชาวเกาหลีใต้ และ จอห์น บาจโจ้ แนวรุกของพลังกาญจน์ โดยมีรายงานว่าแฟนบอลคนดังกล่าวใช้คำพูดเชิงเหยียดจนทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อโค้ชปาร์คแสดงอาการไม่พอใจและพยายามเข้าไปเผชิญหน้ากับแฟนบอลรายดังกล่าว ก่อนที่เจ้าหน้าที่สนามและผู้เกี่ยวข้องจะเข้าระงับเหตุ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปมากกว่านี้
ด้าน นพ.ประวัติ ต้องเร่งกำชับให้ผู้เล่นและทีมงานกลับเข้าสู่ห้องแต่งตัว เพื่อรักษาความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเพิ่มเติม
ประธานม้าเหล็กลั่นเรื่องใหญ่ หากปล่อยผ่านก็พอกันที
หลังเกิดเหตุ นพ.ประวัติ ได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมถึงคำพูดที่ถูกใช้ระหว่างเหตุการณ์ โดยยืนยันว่าไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมดังกล่าวได้ และมองว่าผู้เกี่ยวข้องไม่ควรนิ่งเฉยต่อปัญหาการเหยียดในวงการฟุตบอล
“2 คำ มีคำว่า monkey และ kimji ไม่อารยะเลย เรื่องใหญ่นะ ถ้ายังเฉยอยู่ก็..พอกันที”
สำหรับคำว่า monkey หมายถึง ลิง ซึ่งเมื่อถูกนำมาใช้ดูหมิ่นบุคคลโดยพาดพิงถึงเชื้อชาติหรือสีผิว ถือเป็นถ้อยคำเหยียดที่รุนแรง ส่วนคำว่า kimji ที่ปรากฏในโพสต์เป็นการพาดพิงถึงกิมจิ อาหารเกาหลี และเมื่อถูกใช้ในลักษณะดูถูกบุคคลจากชาติกำเนิด ก็สามารถเข้าข่ายการเหยียดเชื้อชาติได้เช่นกัน
คำพูดดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการยั่วยุระหว่างกองเชียร์กับทีมเยือน แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของคนในวงการฟุตบอล ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
พลังกาญจน์ออกแถลงการณ์ต้านเหยียด ย้ำฟุตบอลต้องเคารพความแตกต่าง
นอกจากการแสดงจุดยืนของประธานสโมสรแล้ว พลังกาญจน์ เอฟซี ยังออกแถลงการณ์รณรงค์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ สีผิว และความแตกต่างทุกรูปแบบ หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
สโมสรยืนยันจุดยืนว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ สีผิว หรือภูมิหลังแตกต่างกันเพียงใด ทุกคนควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียม
พร้อมชูแนวคิด SAY NO TO RACISM หรือ ไม่ยอมรับการเหยียดเชื้อชาติ โดยต้องการให้สนามฟุตบอลเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการแข่งขันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน
จากดราม่าจุดโทษสู่ปัญหาใหญ่ ฟุตบอลไทยต้องจัดการเรื่องเหยียดอย่างจริงจัง
เหตุการณ์หลังเกมพัทยา ยูไนเต็ด พบ พลังกาญจน์ เอฟซี สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งในสนามฟุตบอลสามารถขยายตัวจากประเด็นการตัดสินไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าผลแพ้ชนะได้อย่างรวดเร็ว
จังหวะจุดโทษอาจเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายมีมุมมองแตกต่างกัน และสามารถนำภาพการแข่งขันมาตรวจสอบตามขั้นตอนของผู้จัดการแข่งขันได้ แต่การใช้ถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิวไม่ควรถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการยั่วยุคู่แข่งไม่ว่ากรณีใด
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ รวมถึงท่าทีของผู้เกี่ยวข้องว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้พฤติกรรมลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำในสนามฟุตบอลไทย
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติและมาตรฐานการแข่งขันฟุตบอล
- การเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอล ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้คำหยาบ แต่รวมถึงถ้อยคำ ท่าทาง หรือพฤติกรรมที่ดูหมิ่นบุคคลจากสีผิว เชื้อชาติ ชาติกำเนิด หรืออัตลักษณ์ของบุคคลด้วย
- มาตรฐานการตัดสินจุดโทษ ตามกติกาฟุตบอลต้องพิจารณาว่ามีการกระทำผิดกติกาประเภทที่ให้เตะโทษโดยตรงเกิดขึ้นภายในเขตโทษของฝ่ายป้องกันหรือไม่ โดยการวิเคราะห์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงของจังหวะนั้น ไม่ใช่เพียงอารมณ์จากผลการแข่งขัน
- ความปลอดภัยภายในสนามฟุตบอล เป็นหน้าที่สำคัญของผู้จัดการแข่งขันและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่ทางเดินเข้าสู่ห้องแต่งตัว ซึ่งควรป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ของทั้งสองทีม
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ ข่าวฟุตบอลไทย ประเด็นร้อนในสนาม ผลการแข่งขัน ตารางคะแนน และข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและต่างประเทศได้ที่ ฟุตบอลไทย GOALSIAM อัปเดตทุกเรื่องสำคัญที่แฟนบอลไม่ควรพลาด