อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือ ลิเวอร์พูล ออกโรงยกย่อง ไรอัน กราเฟนแบร์ก กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์ หลังโชว์ความยืดหยุ่นทางแท็กติกจนกลายเป็นอาวุธสำคัญของทัพหงส์แดง โดยเฉพาะการถอยไปเล่นแบ็กขวาในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เฉือน บียาร์เรอัล 4-3 พร้อมยืนยันว่าการมีนักเตะที่รับบทบาทได้ถึง 3-4 ตำแหน่ง ถือเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าสำหรับทีมที่ต้องรับมือโปรแกรมแข่งขันสุดโหด
🧐 Andoni Iraola sees Ryan Gravenberch as a No. 8, but he values his versatility across CB, RB and the midfield. https://t.co/GZcScUQuTF
— This Is Anfield (@thisisanfield) October 23, 2026
อิราโอล่าปลื้ม กราเฟนแบร์กแก้ปัญหาแนวรับลิเวอร์พูลได้ตรงจุด
ก่อนเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ ลิเวอร์พูล เตรียมเปิดสนามแอนฟิลด์รับมือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2026 อิราโอล่าได้กล่าวถึงความสำคัญของกราเฟนแบร์ก โดยเฉพาะความสามารถในการเปลี่ยนตำแหน่งตามสถานการณ์โดยไม่ทำให้ระบบทีมเสียสมดุล
มิดฟิลด์ชาวดัตช์ถูกโยกจากแดนกลางไปประจำการแบ็กขวาในช่วงครึ่งหลังของเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะ บียาร์เรอัล 4-3 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งถนัด แต่เจ้าตัวสามารถรับมือกับบทบาทใหม่ได้จนสร้างความประทับใจให้ทีมงานโค้ช
อย่างไรก็ตาม อิราโอล่ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการยืนแบ็กขวาอาจไม่ใช่พื้นที่ที่ดึงศักยภาพสูงสุดของกราเฟนแบร์กออกมาได้ แต่ความสามารถในการปรับตัวของนักเตะรายนี้ช่วยให้ลิเวอร์พูลมีทางเลือกมากขึ้นอย่างชัดเจน
ตำแหน่งหมายเลข 8 คือจุดแข็ง แต่กราเฟนแบร์กทำได้มากกว่านั้น
กุนซือชาวสเปนมองว่าตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกราเฟนแบร์กคือกองกลางหมายเลข 8 ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้ทั้งความแข็งแกร่ง การครองบอล และการเคลื่อนที่เชื่อมเกมรุกกับเกมรับ แต่สิ่งที่ทำให้เขาพิเศษกว่ามิดฟิลด์ทั่วไปคือการรับหน้าที่อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ถ้าถามผมว่าตำแหน่งไหนเหมาะกับเขามากที่สุด ผมคิดว่าเขาเหมาะกับการเล่นเป็นกองกลางหมายเลข 8 แต่เขาเป็นนักเตะที่สามารถทำหน้าที่ในตำแหน่งอื่นได้ดีเช่นกัน เพราะเราเคยเห็นเขาเล่นเป็นกองกลางหมายเลข 6 มาแล้ว”
อิราโอล่ายังชี้ว่ากราเฟนแบร์กเคยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกจากการเล่นในบทบาทกองกลางตัวรับมาแล้ว ขณะที่การขยับไปเล่นแบ็กขวาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าดาวเตะรายนี้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่เสมอ
“เขาก็คว้าแชมป์ลีกจากการเล่นในตำแหน่งนั้น ผมคิดว่าเขาสามารถเล่นแบ็กขวาได้ดีเหมือนที่เราเห็นกันเมื่อวันก่อน ในบางสถานการณ์ ตำแหน่งนี้อาจทำให้เขาเจอปัญหาอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าเขาสามารถเล่นเป็นกองกลางตัวรุกหมายเลข 10 ได้เช่นกัน”
ไม่ใช่แค่กองกลาง! กราเฟนแบร์กเคยรับบทเซนเตอร์แบ็กมาแล้ว
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือกราเฟนแบร์กไม่ได้มีประสบการณ์เฉพาะตำแหน่งในแดนกลางเท่านั้น เพราะเจ้าตัวเคยถูกใช้งานในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กมาแล้วในฤดูกาลก่อน แม้ทีมงานของอิราโอล่าจะยังไม่เคยทดลองใช้งานเขาในบทบาทดังกล่าวด้วยตัวเองก็ตาม
“เขายังเคยเล่นเซนเตอร์แบ็กมาแล้วในฤดูกาลก่อนๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เคยลองใช้เขาในตำแหน่งนั้นด้วยตัวเองก็ตาม แต่ในบางช่วงเวลา เขาก็สามารถทำผลงานได้ดี สำหรับผม เขาเป็นนักเตะที่มีคุณค่ามาก”
ความสามารถเหล่านี้ทำให้กราเฟนแบร์กไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกในแผงมิดฟิลด์ แต่ยังเป็นนักเตะที่ช่วยอุดช่องโหว่ในหลายพื้นที่ของสนาม โดยเฉพาะช่วงที่ทีมต้องเผชิญปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหรือมีตัวเลือกจำกัด

ฟริมปงเจ็บ แบรดลีย์มีปัญหา ลิเวอร์พูลต้องพึ่งความยืดหยุ่น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้กราเฟนแบร์กต้องถอยไปเล่นแบ็กขวาเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ขุมกำลังของลิเวอร์พูล หลังทีมเสีย เจเรมี่ ฟริมปง ไปจากปัญหาบาดเจ็บ ขณะที่ คอเนอร์ แบรดลีย์ ก็มีสถานการณ์ด้านความพร้อมที่ต้องพิจารณา
นอกจากปัญหาแบ็กขวาแล้ว ลิเวอร์พูลยังต้องรับมือกับการขาดหายไปของ โดมินิค โซโบซไล ก่อนเกมพบไบรท์ตัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญให้กับนักเตะที่สามารถสลับบทบาทระหว่างแดนกลางกับแนวรับได้
อิราโอล่าเน้นย้ำว่าความสารพัดประโยชน์ของนักเตะไม่ใช่เพียงคุณสมบัติเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสโมสรที่ต้องแข่งขันหลายรายการพร้อมกัน
“ความสามารถในการเล่นได้หลากหลายตำแหน่งของนักเตะถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะด้วยโปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่นแบบนี้ เราจำเป็นต้องมีตัวช่วยในบางตำแหน่งอยู่เสมอ ตอนนี้เขากำลังเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา หลังจากเราเสีย เจเรมี่ ฟริมปง ไป และยังมีสถานการณ์ของ คอเนอร์ แบรดลีย์ อีกด้วย”
“แต่ในอีกสามเดือนข้างหน้า เขาอาจต้องไปเล่นในตำแหน่งอื่น การมีนักเตะอย่าง ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่พร้อมลงเล่นได้ถึงสามหรือสี่ตำแหน่ง จึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากสำหรับผม”
เกมดวลไบรท์ตัน บททดสอบสำคัญของแผนรับมือปัญหาตัวเจ็บ
ลิเวอร์พูลมีคิวเปิดแอนฟิลด์พบไบรท์ตันในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเกมนี้เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของอิราโอล่าในการบริหารขุมกำลังท่ามกลางโปรแกรมที่ต่อเนื่องทั้งพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรป
ชัยชนะเหนือบียาร์เรอัล 4-3 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพเกมรุกของหงส์แดง ขณะเดียวกันการเสียถึงสามประตูก็เป็นประเด็นที่ทีมต้องนำกลับไปปรับปรุง โดยเฉพาะการจัดระเบียบเกมรับเมื่อมีการเปลี่ยนผู้เล่นหรือสลับตำแหน่งระหว่างการแข่งขัน
การเลือกใช้กราเฟนแบร์กในตำแหน่งแบ็กขวาต่อไป หรือส่งเขากลับมาคุมจังหวะแดนกลาง จึงเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่น่าจับตามองก่อนเผชิญหน้าไบรท์ตัน
มองอีกมุม กราเฟนแบร์กสารพัดประโยชน์คือข้อได้เปรียบหรือความเสี่ยง?
ข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ลิเวอร์พูลปรับแท็กติกได้ทันที
การมีนักเตะคนเดียวที่สามารถขยับจากกองกลางตัวรับไปยืนแบ็กขวา หรือดันขึ้นไปเล่นเกมรุกได้ ช่วยให้ทีมปรับระบบระหว่างการแข่งขันโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวทุกครั้ง นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญในเกมที่ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงเมื่อใช้งานนอกตำแหน่งถนัดมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม การย้ายกราเฟนแบร์กออกจากแดนกลางอาจทำให้ลิเวอร์พูลสูญเสียคุณภาพในการควบคุมจังหวะเกม ขณะที่การเล่นแบ็กขวาต้องรับมือกับปีกคู่แข่งในพื้นที่กว้าง ซึ่งแตกต่างจากการป้องกันในแดนกลางอย่างชัดเจน
อิราโอล่าจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กับการใช้งานนักเตะในตำแหน่งที่สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทีม เพราะความสามารถในการเล่นได้หลายบทบาทไม่ได้หมายความว่าทุกตำแหน่งจะเหมาะสมเท่ากัน
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับบทบาทของกองกลางสารพัดประโยชน์
- กองกลางหมายเลข 6 มีหน้าที่หลักในการป้องกันพื้นที่หน้าแนวรับ ตัดเกมคู่แข่ง และเชื่อมบอลจากแดนหลังไปสู่แดนกลาง
- กองกลางหมายเลข 8 เน้นการเล่นแบบเชื่อมเกมทั้งรุกและรับ ต้องมีความสามารถในการพาบอล เคลื่อนที่หาพื้นที่ และสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมตลอดสนาม
- กองกลางหมายเลข 10 มักรับบทสร้างสรรค์โอกาสในพื้นที่เกมรุก โดยใช้การจ่ายบอล การเคลื่อนที่ระหว่างแนวรับคู่แข่ง และการตัดสินใจในพื้นที่สุดท้าย
สำหรับลิเวอร์พูล การมีนักเตะอย่างไรอัน กราเฟนแบร์ก อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทีมผ่านช่วงโปรแกรมหนักได้อย่างแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ต้องจับตาคืออิราโอล่าจะใช้ความสามารถรอบด้านของแข้งดัตช์รายนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ลดทอนคุณภาพในแดนกลาง ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของลิเวอร์พูล ข่าวพรีเมียร์ลีก และบทวิเคราะห์ฟุตบอลเจาะลึกได้ที่ พรีเมียร์ลีก GOALSIAM